นัก ฟุตบอล โรนัลโด้ เขียนจดหมายถึงเหล่าสาวก เรอัล บายาโดลิด เพื่อให้กำลังใจพวกเขาในช่วงที่ต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยยังยกตัวอย่างด้วยว่าตนก็เคยเจอช่วงเวลาที่ยากลำบากสุดๆ จากการที่เจ็บเข่าอย่างรุนแรง แต่ก็ยังผ่านพ้นมันมาได้

นัก ฟุตบอล โรนัลโด้ ตำนานกองหน้าชาวบราซิเลียน เขียนจดหมายให้กำลังใจเหล่าแฟนบอล เรอัล บายาโดลิด สโมสรในศึก ลา ลีกา สเปน ที่เขาเป็นเจ้าของ

ฟุตบอล

สเปนถือเป็นหนึ่งในชาติที่โดนเชื้อไวรัสโควิด-19 เล่นงานอย่างหนัก จนถึงขนาดมีผู้ติดเชื้อสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ 226,629 คน และมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงเป็นอันดับ 3 ของโลกที่ 23,190 ราย ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกมฟุตบอลในแดนกระทิงดุถูกสั่งพักการแข่งขันไปด้วย

โรนัลโด้ เผยว่า “เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่ผมครุ่นคิดว่าจะติดต่อกับพวกคุณยังไงดีในช่วงเวลาอันซับซ้อนที่แต่ละคนต้องกักตัวอยู่ในบ้าน และเต็มไปด้วยข่าวร้ายมากมายก่ายกอง ท้ายที่สุดแล้วผมก็ตัดสินใจส่งจดหมายนี้มาให้พวกคุณ และผมหวังว่าพวกคุณจะสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยจากข้อความที่ผมเขียนลงไป ผมเป็นห่วงพวกคุณจากที่บ้านของผม ครอบครัวของผมเป็นห่วงครอบครัวของพวกคุณ”

    “จริงอยู่ว่าเราต้องอยู่ห่างกันในเรื่องระยะทาง แต่ผมเชื่อว่ามันไม่มีช่วงเวลาไหนอีกแล้วที่เราจะใกล้ชิดกันได้มากไปกว่าในตอนนี้ ในตอนนี้ความเอาใจใส่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราช่วยกันและกันด้วยการมีความสามัคคีกันมากขึ้นจากการทำหลายต่อหลายอย่าง”

    “ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อขอบคุณพวกคุณที่ยอมอยู่ที่บ้าน ตอนนี้พวกคุณอาจจะอยู่ที่บ้านมากกว่าแต่ก่อน และเปลี่ยนบ้านให้เป็นสถานที่ที่วิเศษ นอกจากนี้ ผมก็อยากขอบคุณพวกคุณที่เปลี่ยนทุกๆ ช่วงเวลาให้เป็นความทรงจำที่ยอดเยี่ยมกับครอบครัวของคุณเองด้วย”

    “ขณะเดียวกัน ผมก็อยากจะขอบคุณพวกคุณสำหรับความอดทน, ความระมัดระวัง และความคิดในแง่บวกของพวกคุณ แม้ว่าจะเจอกับความยากลำบากทั้งหมด, ความท้าทายต่างๆ และความสูญเสียที่เจอในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างนี้ก็ตาม”

    “ฟุตบอลได้สอนหลายอย่างให้ผม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการก้าวข้ามเรื่องต่างๆ ให้ได้ ตอนที่ผมเจ็บหัวเข่าครั้งแรกและเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดน่ะ มันมีคนบอกกันว่าผมจะไม่มีวันกลับมาเล่นได้อีกแล้ว พวกเขาบอกว่าผมจะกลับมาเดินไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ผมรู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตของผมมันโดนพรากไปจากผม ช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงที่ขีดจำกัดของผมโดนทดสอบ และผมก็สู้อย่างหนักเพื่อเปลี่ยนความคิดเหล่านั้น พร้อมกับแสดงให้ทุกคนเห็นว่าผมสามารถทำในสิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดได้”

    “มันเป็นช่วงเวลาการบำบัด 3 ปีที่ยากลำบาก ผมได้รับแรงกระตุ้นจากความต้องการที่จะได้สัมผัสกับทุกสิ่งที่ผมจะสัมผัสได้จากในสนาม และจากความรู้สึกที่ได้รับจากการได้สัมผัสบอลด้วยเท้าของตัวเองเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในอาชีพการเล่นของผมก็มาถึง นั่นคือการได้เล่นฟุตบอลโลกกับ บราซิล ในปี 2002 ที่ประเทศญี่ปุ่น (และเกาหลีใต้) ผมทำได้ 2 ประตูในเกมที่เจอกับ เยอรมนี สำหรับประเทศของผมแล้วนั่นเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาได้แชมป์เป็นสมัยที่ 5 แต่สำหรับผมเองแล้วนั้น มันเป็นการอุทิศตนเพื่อการกลับมาสู่โลกฟุตบอล”

    “ผมมั่นใจว่าเมื่อพวกคุณมองย้อนกลับมาที่ช่วงเวลานี้แล้วนั้น พวกคุณก็จะจดจำได้ว่าพวกคุณลุกขึ้นสู้กี่ครั้งจากการสู้ทั้งหมดของคุณ และคุณก้าวข้ามมันมาได้กี่ครั้งตลอดชีวิตของคุณ คุณจะจำได้ว่าคุณเคยทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ และมันก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณก้าวไปถึงจุดๆ หนึ่งในอนาคตได้”

    “ถ้าคุณได้รับจดหมายฉบับนี้ มันก็เป็นเพราะว่า ปูเซล่า (หมายถึง บายาโดลิด) เป็นหนึ่งในการเลือกของผม และมันก็ถือว่าผมได้รับเลือกเหมือนกัน ผมมีอารมณ์ร่วมกับทีมมากๆ ผมเองก็ตั้งตารอที่จะได้กลับไปยังบ้านของเราเหมือนกับพวกคุณ พอผมปิดตาลงแล้วน่ะ ผมก็จะนึกถึง ซอร์รีย่า (สนามเหย้าของ บายาโดลิด) ที่มีแฟนบอลเข้ามาชมเกมเต็มสนาม มันเป็นอารมณ์ร่วมที่ทำให้ผมซาบซึ้ง”

   เว็บ ทางเข้าเอเย่น ฮอลิเดย์ บอกว่าในเรื่องนอกสนามนั้น ผมยังมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะทุกๆ อุปสรรคให้ได้ และส่วนตัวแล้วผมก็มาสู่ครอบครัวนี้ตามพวกคุณ ผมขอบคุณพวกคุณที่อยู่ร่วมกับผม แข็งแกร่งเข้าไว้นะ เราจะสู้ไปด้วยกัน และเราจะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อผ่านเรื่องนี้ไปแล้ว”

Tags :

อดีต ทีมฟุตบอล แชมป์ลีกสูงสุด ณ ดินแดนซามูไรเมื่อปี 2010 “วาฬเพชฌฆาต” นาโกย่า แกรมปัส หลังจากที่วันเวลาผันเปลี่ยนเวียนมาครบ มาบรรจบอีกครั้ง ในปีนี้ก็ครบรอบ 1 ทศวรรษพอดิบพอดีที่นาโกย่าไร้แชมป์เจลีกมาประดับตู้โชว์

ทีมฟุตบอล ที่เเข็งแกร่งจากจังหวัดไอจิ ถือเป็นทีมที่เก่าแก่ทีมหนึ่ง หลังก่อตั้งสโมสรตั้งแต่ปี 1939 มาจนถึงวันนี้ก็ครบ 81 ปี โดยชื่อเดิมก่อนจะมาเป็นนาโกย่า แกรมปัส ในปัจจุบันนั่นคือสโมสร “โตโยต้า มอเตอร์ เอฟซี” เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น นั่นเอง

ทีมฟุตบอล

หากใครจำกันได้นาโกย่าเคยมีอดีตกุนซือที่แฟนบอลรู้จักชื่อเสียงเรียงนามเป็นอย่างดี เขาคนนั้นคือ “อาร์แซน เวนเกอร์” เฮดโค้ชชาวฝรั่งเศส ผู้ที่พาอาร์เซนอล

คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในฤดูกาล 2004 คุมทีมลงเล่นไม่แพ้ทีมใดในลีกทั้งฤดูกาล จนกระทั่งอาร์เซนอลได้แชมป์ หรือเรียกว่า “อาร์เซนอลชุดไร้พ่าย”

อย่างไรก็ดี เวนเกอร์เข้ามากุมบังเหียนนาโกย่าเพียงแค่เวลา 1 ปีครึ่ง ช่วงกลางปี 1995 ถึงช่วงจบฤดูกาลปี 1996 ก่อนจะอำลาเพื่อไปเป็นกุนซือของอาร์เซนอลนั้น

เวนเกอร์ก็ฝากผลงานให้กับวาฬเพชฌฆาตด้วยการพาทีมเป็นแชมป์ “เอ็มเพอเรอร์ส คัพ” ปี 1995 และแชมป์ “ซุปเปอร์คัพ” ปี 1996 ถือว่าคุมเพียงแค่ปีครึ่งก็จัดแชมป์ไป 2 รายการ

นาโกย่ามาได้แชมป์เอ็มเพอเรอร์ส คัพ อีกครั้งในปี 1999 แต่ถึงแม้นาโกย่าจะประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศ

ในทางกลับกันนาโกย่าก็ยังไม่เคยได้แตะถ้วยเจลีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว มีเพียงแค่จบด้วยการเป็นรองแชมป์ปี 1996 และจบอันดับ 3 ในปี 2008 ที่ใกล้เคียงที่สุดเท่านั้น

และแล้วถ้วยเจลีกครั้งแรกประวัติศาสตร์สโมสรของนาโกย่า เกิดขึ้นเมื่อปี 2010 ภายใต้การคุมทีมของ “ดราแกน สตอยโควิช” เทรนเนอร์ชาวเซอร์เบีย

ที่สามารถพาทีมเป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้สำเร็จ ด้วยผลงานแข่ง 34 นัด เก็บไป 72 แต้ม ทิ้งห่างอันดับ 2 กัมบะ โอซาก้า ถึง 10 แต้ม

นอกจากนี้ “โจชัวร์ เคนเนดี” หัวหอกทีมชาติออสเตรเลีย ของนาโกย่าในตอนนั้น ยังคว้าดาวซัลโวร่วมกับ “เรียวอิจิ มาเอดะ” กองหน้าของจูบิโล่ อิวาตะ หลังกระทุ้งประตูตลอดซีซั่นไปถึง 17 ประตูด้วยกัน แถม “เซโกะ นาราซากิ” นายด่านทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกัปตันทีมของนาโกย่า ยังคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของปี 2010 อีกด้วย

ทำให้ฤดูกาล 2011 แฟนบอลฝากความหวังไว้ว่าทีมรัก จะสามารถพิชิตแชมป์เจลีก 2 สมัยติดต่อกัน หลังจากเริ่มต้นซีซั่นได้สวยงามสามารถคว้าแชมป์ซุปเปอร์คัพได้เป็นครั้งที่สองต่อจากปี 1996 เมื่อเอาชนะจุดโทษ คาชิม่า แอนท์เลอร์ส 3-1 (เสมอในเวลา 1-1)

ทว่านาโกย่าก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จ หลังเข้าป้ายได้เพียงแค่รองแชมป์ แต่ที่น่าเจ็บใจคือตามหลังแชมป์เจลีก 2011 อย่าง คาชิว่า เรย์โซล เพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้นเอง อย่างไรก็ดีแฟนบอลนาโกย่ายังได้รางวัลปลอบใจเล็กน้อยเมื่อ “โจชัวร์ เคนเนดี” ศูนย์หน้าของทีมคว้าดาวซัลโวเป็นปีที่สองติดต่อกันได้สำเร็จ โดยปี 2011 กดไปถึง 19 ประตู

และจากนั้นเป็นต้นมาทางเว็บ ag.viva9988 login  เลยได้นำผลงานของนาโกย่าตกลงไปอย่างไม่น่าเชื่อ จากเป็นทีมบนหัวตารางดิ่งลงไปอยู่กลางตาราง กระทั่งปี 2016 ยอดทีมจากจังหวัดไอจิ ต้องปาดน้ำตาร่วงตกชั้นสู่เจลีก ทู เมื่อจบอันดับ 16 ของตาราง แม้จะมีแต้มเท่ากับอันดับ 15 อย่าง “อัลบีเร็กซ์ นิอิงาตะ” แต่ผลต่างประตูได้เสียนาโกย่าเป็นรองอยู่ 4 ลูก

อย่างไรก็ตาม “ยาฮิโระ คาซามะ” กุนซือชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาเผือกร้อนรับไม้ต่อจาก “บอสโก้ ยูรอฟสกี้” เฮดโค้ชชาวมาซิโดเนีย ที่ถูกปลดหลังจบฤดูกาล 2016 ก็สามารถพานาโกย่าเลื่อนชั้น กลับขึ้นไปสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จในระยะเวลาแค่ปีเดียวเท่านั้น

ทว่าผลงานในปี 2018 และปี 2019 ของ ยาฮิโระ คาซามะ กลับทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร เมื่อพาทีมจบอันดับ 15 ในฤดูกาล 2018 ฉิวเฉียดร่วงตกชั้นหลังมีแต้มเท่ากับ “จูบิโล่ อิวาตะ” แต่ที่รอดเพราะผลต่างประตูดีกว่า ก่อนที่ซีซั่น 2019 พาทีมจบอันดับ 13 ทิ้งห่างโซนตกชั้นอย่าง “โชนัน เบลล์มาเร่” แค่แต้มเดียว

ทำให้หลังจบฤดูกาล 2019 บอร์ดบริหารของนาโกย่าได้ตัดสินใจแยกทางกับ ยาฮิโระ คาซามะ ทันที ก่อนจะทำการแต่งตั้ง “มัสซิโม่ ฟิสคาเดนติ” เฮดโค้ชชาวอิตาลีวัย 52 ปี อดีตกุนซือเอฟซี โตเกียว ปี 2014-2015 และซากัน โทสุ ปี 2016-2018 เข้ามารับช่วงต่อคุมทีมในฤดูกาล 2020 นั่นเอง

 

Tags :

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ! นี่คือวลีที่แฟนบอลลิเวอร์พูล ต้องจำให้ขึ้นใจเพราะเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน ก็คงต้องลงจากบัลลังก์นายใหญ่ ทีมบอล “หงส์แดง” และนั่นคือสิ่งที่สโมสรต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนินๆ เมื่อเวลาดังกล่าวมาถึง

ทีมบอล คล็อปป์ สร้างปรากฎการณ์มากมายนับตั้งแต่ที่เข้ามากุมบังเหียน “เดอะ เร้ดส์” ช่วงเดือนตุลาคม 2015 โดยเขาค่อยๆ พัฒนาสโมสรให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมาสำฤทธิ์ผลด้วยการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และตอนนี้ก็กำลังจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในซีซั่นนี้

ทีมบอล

แน่นอนว่า คล็อปป์ ยังคงอยู่กับสโมสรต่อไปอย่างน้อยก็จนกระทั่งสัญญาปัจจุบันหมดลง แต่สิ่งที่บอร์ดบริหารจำเป็นต้องคิดตั้งแต่ตอนนี้ก็คือใครที่จะเข้ามาสืบทอดตำแหน่งของเขา เพราะคนๆ นั้นต้องพร้อมสานต่องานของคล็อปป์ ในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับทีมต่อไปอีกหลายๆ ปี

อย่าลืมว่าการไม่เตรียมความพร้อมอาจจะนำมาสู่การล้มสลาย เหมือนที่ ลิเวอร์พูล ต้องเจอมาแล้วเมื่อครั้งที่ เซอร์เคนนี่ ดัลกลิช โบกมือลาถิ่นแอนฟิลด์ในปี 1991 หรือ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เกษียณตัวเองจากคุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 2013 ซึ่งทั้งสองกรณีนี้บ่งบอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการไม่เตรียมหาทายาทที่เหมาะสมมาสืบทอดตำแหน่ง…..

มีสิทธิ์ทำให้ทีมตกต่ำนานหลายสิบปี ……..

สตีเว่น เจอร์ราร์ด 

ในฐานะตำนานกัปตันทีมลิเวอร์พูล แน่นอนว่า สตีเว่น เจอร์ราร์ด ย่อมได้รับการตอบรับจากสาวก “เดอะ ค็อป” ทั่วโลก หากเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นทายาท คล็อปป์ ในอนาคต เพราะนี่คือผู้เล่นลูกหม้อของสโมสร ที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตในการค้าแข้งในสีเสื้อ “เดอะ เร้ดส์”

“สตีวี่จี” ประสบความสำเร็จแทบทุกอย่างกับ ลิเวอร์พูล โดยเขาขาดแค่แชมป์พรีเมียร์ลีก เท่านั้น ส่วนไฮไลท์ที่สำคัญก็คงหนีไม่พ้นการนำทัพ “หงส์แดง” สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2005 หลังชนะการดวลจุดโทษ “ปีศาจแดงดำ” เอซี มิลาน

หลังจากอิ่มตัวกับ ลิเวอร์พูล เขาก็ตัดสินใจย้ายไปเล่นให้ แอลเอ แกแล็กซี่ และจากนั้นก็แขวนเกือกแต่ก็ยังไม่ทิ้งวงการลูกหนังเมื่อกลับมารับตำแหน่งโค้ชเยาวชน “หงส์แดง” โดยผลงานของ เจอร์ราร์ด ถือว่าเข้าตา คล็อปป์ พอสมควร และได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่คุม “หงส์จูเนียร์” รุ่น ยู-18

สำหรับในศึกยูฟ่า ยูธ ลีก ฤดูกาล 2017/18 “สตีวี่จี” ถูกดันขึ้นไปคุมทีมระดับยู-19 ก่อนที่เขาจะตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการตอบรับทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมเรนเจอร์ส ยักษ์หลับแห่งศึกสกอตติช พรีเมียร์ลีก พร้อมเซ็นสัญญากับ “เดอะ ไลท์บูลส์” เป็นเวลา 4 ปี

เจอร์ราร์ด ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควรในการทำงานให้ เรนเจอร์ส โดยสร้างสถิตไร้พ่ายเป็นเกมที่ 12 ติดต่อกันจากทุกรายการที่สโมสรลงสนาม และเป้าหมายของเขาก็คือนำสโมสรก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับ กลาสโกว์ เซลติก ทีมคู่อริตลอดกาลลีกวิสกี้

ยูเลียน นาเกิลส์มันน์ 

ด้วยวัยแค่ 28 ปี นาเกิลส์มันน์ ก้าวขึ้นมาเป็นเทรนเนอร์ให้กับสโมสรฮอฟเฟนไฮม์ ซึ่งตอนนี้เขาคือกุนซือที่อายุน้อยที่สุดที่ทำหน้าที่กุมบังเหียนสโมสรลงเล่นในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี โดยในเวลานั้นถือว่าเรียกเสียงฮือฮาให้กับคอลูกหนังเมืองเบียร์อย่างมาก

แรกเริ่มเดิมที นาเกิลส์มันน์ ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยโค้ชอยู่นั้น ทิม วีเซ่ (อดีตผู้รักษาประตูฮอฟเฟนไฮม์) ตั้งฉายาให้เขาว่า “เบบี้มูรินโญ” เนื่องจากมีความสามารถในการวางแท็กติกได้อย่างเฉียบคม เหมือนกับ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุกีส

ความสามารถของเขาทำให้บอร์ดบริหารฮอฟเฟนไฮม์ ตัดสินใจแต่งตั้ง นาเกิลส์มันน์ ทำหน้าที่สืบทอดตตำแหน่งนายใหญ่สโมสรแทนที่ ฮุบ สตีเว่นส์ กุนซือชาวฮอลแลนด์เมื่อปี 2016 โดยตอนนั้นเขานำทีมรั้งอันดับ 17 ในตารางลีกสูงสุดลูกหนังด๊อยท์ช และเกือบตกชั้น ก่อนที่จะเก็บชัยชนะ 7 จาก 14 แมตช์สุดท้ายทำให้อยู่รอดปลอดภัย

ในฤดูกาล  2016–17 นาเกิลส์มันน์ นำ ฮอฟเฟนไฮม์ สร้างเรื่องสุดเหลือเชื่อด้วยการหักปากกาเซียนเมื่อนำสโมสรติดอันดับท็อปโฟร์ ทำให้พวกเขาได้เข้าไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเป็นครั้งแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสรเลยทีเดียว

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลาเมื่อ นาเกิลส์มันน์ ตัดสินใจอำลาสโมสรในปี 2019 และหันไปรับงานกุมบังเหียน แอร์เบ ไลป์ซิก และก็ยังคงโชว์กึ๋นได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับตอนนี้เขาอายุ 32 ปีแล้ว และกลายเป็นกุนซือที่อายุน้อยที่สุดที่คว้าชัยชนะในรอบน็อกเอาต์ถ้วย “บิ๊กเอียร์” หลังเขี่ย สเปอร์ส ของ “เฮียมู” ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย

เปปิน ลินเดอร์ส

ลินเดอร์ส ทำงานใกล้ชิดกับ คล็อปป์ เมื่อเขาเป็นผู้ช่วยของนายใหญ่ชาวเยอรมัน ที่แอนฟิลด์ โดย ลินเดอร์ส เข้ามารับงานให้กับ “หงส์แดง” ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งในเวลานั้นเขายังร่วมงานอยู่กับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่ชาวไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งปัจจุบันคุมเลสเตอร์ ซิตี้

ก่อนที่จะมาทำงานให้ ลิเวอร์พูล เจ้าตัวก็เคยได้เป็นกุนซือให้กับเอ็นอีซี ไนจ์เมเก้น และการออกจากทีมของเซลจ์โก้ บูวัช อดีตผู้ช่วยผู้จัดการทีม คล็อปป์ไม่รอช้าที่จะรีบดึง ลินเดอร์ส เข้ามาทดแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ เพราะมองเห็นแววว่าชายคนนี้มีคุณสมบัติที่เหมาะสม

สไตล์การทำงานของ ลินเดอร์ส มีส่วนละม้ายคล้ายกับ คล็อปป์ ซึ่งเป็นคนที่ทำทีมเน้นเกมบุกเป็นหลัก โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 โค้ชชาวดัตช์ เคยแสดงมุมมองเรื่องสไตล์การเล่นฟุตบอลของเขาได้ถูกอกถูกใจสาวก “เดอะ ค็อป” อย่างมากว่า “สไตล์ของเราคือการเล่นเกมบุก ทั้งเวลาที่มีและไม่มีบอล”

ช่วงที่ผ่านมาหน้าที่ของ ลินเดอร์ส คือออกแบบการฝึกซ้อม ซึ่งเขาจะลงไปคลุกคลีกับผู้เล่น เก็บรายละเอียดทุกอย่างในสนาม โดยที่ คล็อปป์ เป็นคนมองภาพรวม

นอกจากนี้ ลินเดอร์ส คือคนที่ปลุกปั้น เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จนเป็นตัวหลักของทีม และเป็นคนคอยให้คำแนะนำแก่ คล็อปป์ ว่าใครเหมาะสมที่จะได้รับการโปรโมตขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ หรือใครที่ควรออกไปหาประสบการณ์ก่อนเพื่อพัฒนาตัวเอง

เว็บ holiday palace บอกว่า ณ ตอนนี้ 3 ตัวเลือกดังกล่าวถือว่าโดดเด่นมากๆ และมีโอกาสที่จะเป็นทายาทของ คล็อปป์ แต่ในอนาคตอาจจะมีตัวเลือกอื่นที่น่าสนใจ ฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือการมองหาผู้สืบทอดคนใหม่ที่เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม เมื่อเวลาแห่งการจากลามาถึง

Tags :

ก่อนเกม หากมีใครมาทำนายว่า ทีมบอล ลิเวอร์พูล จะพุ่งชนความปราชัยเป็นเกมแรกในฤดูกาลให้ทีมท้ายตารางอย่าง วัตฟอร์ด ไอ้นั่นมันคงถูกหาว่าบ้า หรือไม่ก็เมายากันยุงจนเพี้ยน

แต่บทจะแพ้ พลพรรคของ ทีมบอล หงส์แดงผู้อหังการก็แพ้แบบหมดรูปเลยนะครับ และนี่คือสาเหตุแห่งความพ่ายแพ้ตามสายตาของผู้ชมทางบ้านอย่างผม

ทีมบอล

1. หากตามดูฟอร์มของ ลิเวอร์พูล มาตลอด คุณจะพบว่าฟอร์มการเล่นของพวกเขาเริ่มฝืดมา 3 เกมแล้วนะครับ คือนับตั้งแต่กลับมาจากการพักเบรคหนีหนาวแล้วเฉือนเอาชนะ นอริช ในบ้านตัวเองแบบหืดจับ ตามด้วยความพ่ายแพ้ต่อ แอต.มาดริด และมีชัยเหนือ เวสต์แฮม แบบเกือบตาย

ทั้ง 3 เกมนี้ หงส์แดงต่ำกว่ามาตรฐาน แต่สามารถเบียดเอาชนะคู่แข่งได้ 2 นัด ด้วยศักยภาพที่สูงกว่า และความเก๋ากว่าของตัวเอง แถมยังมีดวงมาช่วยอีกต่างหาก

พูดง่ายๆ ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ ลิเวอร์พูล กำลังฟอร์มตก

2. เกมนี้ก็เช่นกันที่ไม่เพียงแต่จะต่ำกว่ามาตรฐาน มันยังเป็นเกมที่พวกเขาเล่นได้แย่ที่สุดในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว โดยผู้เล่นกว่าครึ่งทีมที่ทำฟอร์มตกแบบฮวบฮาบ

เซ็นเตอร์แบ็ค 1 คน ทำตัวเป็นจุดอ่อนให้โดนจี้อย่างชัดเจน ฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างก็เปิดบอลจากริมเส้นไม่เฉียบคมเหมือนเดิม แถมพลาดง่ายๆ จนเป็นเหตุให้เสียประต

แดนกลางได้แต่ครองบอล แต่ไม่คุกคาม

แนวรุกก็ถูกสนิมเกาะ ซาดิโอ มาเน่ ลากเลื้อยไม่ได้เลย ขณะโม ซาล่าห์ ก็ติดๆ ขัดๆ ส่วน โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ก็แทบจะหายไปจากเกม

เกมไหนก็ตามที่ผู้เล่นกว่าครึ่งทีมเล่นไม่ดี หรือต่ำกว่ามาตรฐาน ผลลัพธ์ที่ออกมามักจะไม่โสภาแบบนี้แหละ

3. เดยัน ลอฟเรน อาจไม่ได้แสดงความผิดพลาดออกมาแบบน่าเกลียดก็จริง แต่ปราการหลังผู้นี้ทำให้เกมรับของ ลิเวอร์พูล เสียสมดุลย์ เสียกระบวน และรวนไปหมด เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องรับมือกับลูกกลางอากาศพลางห้ำหั่นกับ ทรอย ดีนี่ย์ คือมันสร้างความพะวักพะวงให้ทั้ง เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ และอลิสซง อย่างไม่น่าเชื่อ

นอกจากนี้การปราศจาก จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ก็ส่งผลกระทบให้หงส์แดงขาดตัวเชื่อมที่ทำให้เกมไหลลื่นถึงขนาดสร้างโอกาสทำประตูแบบใกล้เคียงไม่ได้ !!!

4. ไนเจล เพียร์สัน กุนซือของ ‘อีแตน’ วางแผนมาดีเหลือเชื่อ แถมลูกทีมก็เล่นได้อย่างมีระเบียบวินัย คือช่วยกันเล่น ช่วยกันไล่ ช่วยกันซ้อน ทำลายจังหวะ และถอยลงไปปิดพื้นที่ได้อย่างแน่นหนา

แต่ที่เจ๋งกว่านั้นคือพวกเขาไม่เตะทิ้งเตะขว้างเวลาถูกกดดัน โดยพยายามจะต่อบอลเข้าสู้ด้วยความเยือกเย็น และฮึกหาญแบบ ‘กูไม่กลัวมึง’ แล้วใช้จุดเด่นของตัวเองด้วยการโจมตีกลางอากาศสร้างความปั่นป่วนให้ผู้มาเยือนมิใช่น้อย

5. ในทางตรงกันข้ามคือเมื่อ ลิเวอร์พูล หลุดฟอร์ม นี่เป็นเกมที่ วัตฟอร์ด น่าจะเล่นได้ไฉไลที่สุดในฤดูกาลนี้ คือเกมรับแน่น เกมรุกมีทีเด็ด ฉกฉวยความผิดพลาดของคู่แข่งได้อย่างเฉียบขาดดีนักแล เฉพาะอย่างยิ่ง อิสไมล่า ซาร์ และทรอย ดีนี่ย์

หมายเหตุ: อย่างไร ‘ลิ้วพูน’ ก็ไม่มีทางพลาดแชมป์พรีเมียร์ลีก ความจริงมันก็เป็นความพ่ายแพ้แค่ 1 นัด เพียงแต่ว่ามันดันทำให้พวกเขาอดทำสถิติคว้าแชมป์แบบไร้พ่าย และหยุดสถิติไร้พ่ายติดต่อกันเอาไว้ที่ 44 นัด ‘เด็กผี’ กับ ‘เด็กน่อล’ ก็เลยกระดี๊กระด๊ากันมากหน่อย

ว่าแล้วทางเว็บ holiday palace ก็บอกว่าขอความกรุณาแสดงความเห็นแบบคนรักเกมลูกหนังที่น้ำใจนักกีฬาด้วยนะครับ อย่าด่ากันแบบเอาเป็นเอาตาย นึกถึงใจเขาใจเราให้มากๆ ช่วงหลัง ผมเห็นบางคอมเมนต์ในเพจตัวเองแล้วอยากร้องไห้เป็นภาษาโดธรากี อะไรมันจะเสื่อมทรามทางจิตใจได้ขนาดนั้น – ขอบคุณครับ

Tags :

เกือบหนึ่งชั่วโมงเต็มที่ทั้งโค้ช ทีม ฟุตบอล ลิเวอร์พูล สตาฟฟ์และบรรดานักเตะขังตัวเองอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมภายหลังสิ้นเสียงนกหวีดยาวจากผู้ตัดสิน ซึ่งมันไม่ใช่ธรรมชาติบนสภาวะปกติ ทางตรงกันข้ามนั่นบ่งชี้ว่า พวกเขาคงต้องมีอะไรคุยกันนานกว่าเกมที่เคยผ่านมาทั่วไป

ไม่ไกลจากนั้น มีกองทัพสื่อก็คงรอคอยการปรากฎตัวของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ในห้องแถลงข่าว ทว่าประโยคแรกๆ เลยที่ได้ยินจากปากของกุนซือผู้บรรลุโสดาบันกลับได้ว่า “สองซีซั่นที่แล้วมีเจ้าของพรีเมียร์ลีกเคยออกมาพูดว่า ไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นอีกหลังจากพวกเราไปเป็นแชมป์โดยมี 100 แต้ม ตอนนี้ทีม ฟุตบอล ลิเวอร์พูลครองอำนาจของลีกเรียบร้อย พวกคุณก็คงต้องกังวลเช่นกันหากคุณเป็นเจ้าของพรีเมียร์ลีก”

ฟุตบอล

ใช่ครับ แทนชื่อ “เจ้าของพรีเมียร์ลีก” ที่นายใหญ่ แมนฯ ซิตี้ ได้อ้างออกมาก็ไม่ใช่ใครอื่น-ริชาร์ด สคูดามอร์

ในเกมที่เป็นการปะทะกันของสองสโมสรบิ๊กซิกซ์ แน่นอนชื่อของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ยังพอขายได้ การได้โคจรมาเจอคู่ปรับเก่าก็ทำให้มีการโหมโรงอยู่หลายวัน

ตัดมาในสนามก็มีประเด็นความผิดพลาดของการพ่นลมจาก ไมค์ ดีน ตามความรู้สึกของคนบางคน ไหนจะปัญหาที่คาราคาซังจาก VAR อีก

กระนั้นเราก็ต้องมาเชื่อกันอีกครั้งว่าทีมใดก็ตามครองบอล 67% สร้างโอกาสทำประตูถึง 18 ครั้งต้องพ่ายแพ้หมดรูป ย้ำว่าหมดรูป!! แถมให้กับทีมที่ผลิตโอกาสเพียง 3 ครั้งทั้งเกม (แต่ส่งลูกหนังจูบตาข่ายได้ 2 ครั้ง)

นี่คือฟุตบอล

เกมที่ดูเหมือนง่ายแต่ไม่ได้ง่าย เกมที่ขอเพียงทำยังไงก็ได้ให้ถูกกติกาส่งบอลผ่านเส้นสีขาวข้ามเข้าไป จะหนักหรือเบา จะสูงหรือต่ำ จะองศาใดก็ได้

สำหรับผมแล้ว นี่เป็นเกมที่สะท้อนทุกริ้วรอยว่า ทำไมเจ้าของแชมเปี้ยนส์สองสมัยติดถึงมีแต้มห่างจากจ่าฝูง 22 คะแนน เหนืออื่นใดแถมยังเป็นอะไรที่แม้แต่โค้ชผู้เก่งกาจของพวกเขาก็ยังไม่รู้สาเหตุด้วยซ้ำ

     “พวกเราเล่นกันได้ดีมากแต่แพ้อีกแล้ว” เป๊ปตอบคำถามนักข่าวพร้อมเกาหัวไป

“ด้วยฟอร์มของพวกเขา ผมจะไปตำหนิใครได้?เราสร้างโอกาสได้มากพอที่จะชนะได้สบายแต่เหตุการณ์แบบนี้ก็เกิดครั้งแล้วครั้งเล่า ใบแดงเป็นจุดเปลี่ยนของเกมแน่..”

ถูกต้อง ใบแดงของ โอเล็กซานเดอร์ ชินเชนโก้ ในนาที 60 กลายเป็นจุดหักเหที่ทำให้ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ เก็บสามแต้มเต็มสำเร็จทว่าก่อนหน้านั้นล่ะ?? ลูกโทษที่ยิงติดเซฟของ อิลคาย กุนโดกัน?? โอกาสหน้าประตูของ อเกวโร่?? หลายจังหวะเลยที่ต่อบอลสวยงามถึงเส้นหลังแต่จังหวะสุดท้ายก็ขาดๆเกินๆ??

ฤดูกาลนี้ ทีมเรือใบสีฟ้าแพ้ในลีกไปแล้ว 6 นัด ซึ่งแทบทุกเกมพวกเขามีสถิติครองบอลและทำประตูเหนือกว่าคู่แข่งทั้งสิ้น มีแค่เกมเยือน โมลินิวิซ์ กราวน์ แล้วมาเสียท่าให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน ท้ายเกมนั่นแหละ ที่ยอมให้คู่แข่งเอาบอลไปครอง เหตุผลหลักมาจากพวกเขาเหลือ 10 คนตั้งแต่ต้นเกม

     นี่เองถอดรูปมาจากคำพูดของเป๊ปที่ว่า “พวกเราเล่นกันได้ดีมากแต่แพ้อีกแล้ว”

ในการทำทีมฟุตบอลหรือในฐานะเป็นแฟนฟุตบอล เราจะต้องการอะไรได้กว่าที่เห็นทีมของเราเซตเกมต่อบอลขึ้นไปไหลลื่น มีสไตล์เอนเตอร์เทนนำเสนอและสำคัญมีความพยายามจะเอาชนะในทุกนัดที่ลงสนาม

ถึงตรงนี้ผ่านไป 25 เกมก็ไม่ใช่ (ว่าที่) แชมป์ซีซั่นนี้ที่ชื่อ ลิเวอร์พูล ที่มีเปอร์เซนต์เฉลี่ยครองบอลสูงสุด, สร้างโอกาสทำประตูมากสุดรวมถึงผ่านบอลแม่นยำที่สุด

ใช่ครับ-แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ครองบัลลังก์สถิติเหล่านี้ทั้งหมด

กระนั้นถ้าถาม เดอะ ค็อป เรียงตัว ใครบ้างจะแคร์?? หยิบกระจกมาสะท้อนถามสาวกเรือก็คงได้คำตอบเหมือนกันจาก 9 ใน 10 คนว่าพวกเขาย่อมอยากเห็นทีมตัวเองมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นในปีนี้

อัตราเฉลี่ยทำประตูต่อนัดของซิตี้อยู่ที่ 19.8 ครั้งต่อเกม ตีหยาบๆก็ 20 ครั้งซึ่งเทียบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่อยู่หลังพวกเขา 2 แต้มก็ชัดเจนเพราะทีมตราจิ้งจอกมีอัตราตกอยู่ที่14 ครั้งต่อเกมเท่านั้น

โค้ชที่ชื่อเป๊ป มักโชว์ความปราดเปรื่องบนความเหนือชั้นให้ทุกคนตะลึง อาทิเอาฟูลแบ็กมายืนมิดฟิลด์จังหวะทีมกำลังรุกบ้าง, เอากองกลางอาชีพไปยืนเซนเตอร์ฮาล์ฟ (ทั้งที่เซนเตอร์ฯก็ไม่ได้เจ็บหรือแบน) บ้าง, บางเกมอยากส่งตัวรุกพร้อมกัน 5-6 คนก็ใส่, บางเกมมีกองหน้าแต่ไม่ส่งลง เอาปีกไปยืนรับบท “False9” ก็ทำ ฯลฯ

ด้วยกฎไฟแน่นเชี่ยล แฟร์เพลย์ บีบให้พวกเขาไม่สามารถจ่ายเงินมือเติบได้เหมือนก่อน พวกเขาโดนเตือนมาแล้วดังนั้นจึงต้องระวังพิเศษนับจากนี้

คำถามคือ เป๊ปสามารถเอาเด็กท้องถิ่นมาพัฒนาให้เหมือน เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ได้หรือเปล่า? เป๊ปสามารถไปซื้อแบ็กถูกๆจากทีมตกชั้นแล้วมาขัดเกลาให้เหมือน แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ได้ไหม?

ต่อทีมชุดนี้ที่หลายคนเลยจุกพีก บางคนก็ดูเหมือนอิ่มตัวกับความสำเร็จ นี่จึงเป็นทีมที่ต้องรีบปฎิรูปโดยด่วนในซัมเมอร์นี้ ถึงตอนนั้นเราคงได้เห็นไอเดียใหม่จากเป๊ปและจากทีมที่ปรารถนาครองความเป็นเบอร์หนึ่งของโลกภายในสิบปีข้างหน้า

กระนั้นเเล้วทางเว็บ holiday palace จึงบอกว่า ทุกสิ่งที่ปรากฎจากเล้าไก่ รูปเกมกับสกอร์ที่จบแบบเดิมๆ คำพูดที่คนเป็นโค้ชเลือกใช้ออกมา นั่นแปลว่า เขาได้จนปัญญาที่จะทำทีมชุดนี้ให้ดีกว่านี้

สกอร์ 2-0 ไม่ได้เกิดจากแท็กติกอันล้ำลึกของ มูรินโญ่ แต่มาจากอาการ “หมุดมุก” ของคนบางคนต่างหาก…

Tags :

วันที่ โม ซาลาห์ เจอกระแสต่อต้านจากแฟนบอลทีมตัวเองตลอดทั้งเกม ฟุตบอล  ซาลาห์ สร้างโอกาสยิงทั้งหมด 6 ครั้ง มีเพียง 2 ครั้งที่เข้ากรอบ และ 1 ในนั้นคือจังหวะโต้กลับที่เขาพาบอลมาถึงในกรอบเขตโทษแล้วเลือกยิงเองมากกว่าจะผ่านบอลต่อให้ อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่ยืนโล่งๆ โดยไม่มีคนประกบ

จริงครับที่การจบสกอร์ของ ซาลาห์ ในเกม ฟุตบอล กับ วูล์ฟส์ วิธีการเล่น การตัดสินใจ มันดูน่าผิดหวังไปหมด หลายๆ คำวิจารณ์ด้านลบ สรุปได้เป็นคำคำเดียวว่า “เห็นแก่ตัว”อย่างไรก็ตาม คำว่า “เห็นแก่ตัว” มันเกินไปรึเปล่า ที่ตัดสินว่า ซาลาห์ เป็นคนแบบนั้น?จริงอยู่เมื่อพิจารณาถึงเรื่องตำแหน่งการเล่นของ ซาลาห์ มันทำให้ดูเหมือนเขาใช้โอกาสเปลือง และเขาควรทำให้ รุย ปาทริซิโอ ออกแรงเซฟมากกว่านี้

ฟุตบอล

เมื่อไม่รู้ว่า มาเน่ ต้องพักนานแค่ไหน มันทำให้ ซาลาห์ เจอแรงกดดันมากขึ้นกับการที่ต้องเป็นตัวความหวังในแนวรุก

อย่างไรก็ดี ความคาดหวังแบบนี้ถือว่าไม่ยุติธรรมต่อเขาเท่าไหร่

จริงๆ ซาลาห์ ไม่ใช่ผู้เล่นประเภทกองหน้าที่รอจบสกอร์ในเขตโทษ และเขาก็ไม่มีทางที่จะเล่นแบบนี้ในตำแหน่งนั้นได้ด้วย

ดังนั้น เขาจึงไม่ควรถูกตัดสินแบบผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้า

หลายคนคิดว่า ซาลาห์ คือผู้เล่นกองหน้าก็เพราะเขามักจะสอดขึ้นมาตรงกลางจากด้านหลังกองหน้า หรือไม่ก็หุบเข้ากลางจากตำแหน่งปีก

ตอนนี้ถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยเรื่องจังหวะควรที่จะทำประตูได้ (xG) อยู่ที่ 12.21 ซึ่ง ซาลาห์ ทำได้จริงๆ 11 ประตู ก็ถือว่ามันต่ำกว่าค่าชี้วัด

ทว่าผลงานเรื่องแอสซิสต์อยู่ในเกณฑ์ดีอยู่ เพราะเขาทำแอสซิสต์ได้ 5 ครั้ง จากค่าเฉลี่ยที่ควรจะแอสซิสต์ได้ (xA) 4.99 ครั้ง

ถึงกระนั้น ลิเวอร์พูล ก็พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าพวกเขาพร้อมเป็นทีมที่ชนะด้วยกัน แพ้ก็แพ้ด้วยกัน

ที่สำคัญกว่านั้น เมื่อมองภาพรวม ผู้เล่นอย่าง ซาลาห์ เป็นคนที่เรียกลูกฟรีคิกและกดดันคู่แข่งจนนำไปสู่การที่ทีมทำประตูได้

เป็นคนที่สร้างความอันตรายแก่ฝ่ายตรงข้ามมากที่สุด

เป็นคนที่ดึงผู้เล่นเกมรับคู่แข่งให้มาพะวงมากที่สุด

เป็นคนที่ทำให้เพื่อนมีพื้นที่ว่างมากพอที่จะทำประตูแทน

และจากเกมล่าสุด เป็นคนที่เลี้ยงกินตัวเอาชนะคู่แข่งได้มากสุดที่ 5 ครั้ง

แต่บางครั้งการที่ ซาลาห์ ตัดสินใจยิงเอง เขาแค่ต้องการทำให้ทีมได้ประตูแค่เท่านั้น  มันแล้วแต่มุมมองของคนแต่ละคนครับว่า คิดกันยังไง?

สื่อหลายสื่อก็ให้คะแนน ซาลาห์ เกมเจอกับ วูล์ฟส์ แตกต่างกันไปดูจากตัวเลขเหล่านี้ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.58 โอเคล่ะ มันไม่ได้เยอะแต่ก็ไม่ได้แย่จนน่าเกลียด

 

เว็บ ทางเข้าเอเย่น ฮอลิเดย์ บอกว่าทางซาลาห์ อาจจะถามตัวเองว่าเขาโดนตัดสินจากผลงานด้านไหน?เขาควรทำใจให้สบายว่า คำตอบมันขึ้นอยู่กับการเล่นโดยรวม

ซาลาห์ ยังเป็นส่วนหนึ่งของ ลิเวอร์พูล ที่กำลังทำผลงานได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และเขาก็มีส่วนร่วมกับประตูที่ทีมทำได้อยู่หลายครั้ง แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นคนทำประตูเองแต่เขายังช่วยให้ทีมทำประตูได้ไม่ว่าจะเล่นในตำแหน่งไหนก็ตาม

Tags :

เกมบอล ณ สนามแอนฟิลด์ ทุกสายตาจับจ้องที่ ทาคูมิ มินามิโนะ เจอร์เก้น คล็อปป์ ยืนยันพักสตาร์ตัวหลักหลายรายในเกมต้อนรับ เอฟเวอร์ตัน และผู้มาใหม่จากแดนอาทิตย์อุทัย ถูกผลักดันเป็นตัวจริงด้วยความคาดหวังจาก เดอะ ค็อป

ความสามารถและสภาพจิตใจของ มินามิโนะ ลิเวอร์พูล เคยเห็นแบบใกล้ชิดด้วยตาตัวเองมาแล้ว จากสอง เกมบอล กับ ซัลซ์บวร์ก ใน แชมเปี้ยนส์ ลีกสองเกมดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า มินามิโนะ เหมาะสมยิ่งกับทีมนี้ หรืออย่างน้อยก็ในด้านสไตล์การเล่น

เกมบอล

เล่นบอลง่ายๆ เคลื่อนที่ฉลาด และการสร้างสรรค์ดีๆ จัดเป็นคนที่โดดเด่น แถมยังถูกจัดอันดับว่าเป็นผู้เล่นที่มีประสิทธิภาพมากสุดในแง่ แอสซิสต์ และการสร้างโอกาส

แน่นอน ลักษณะเด่นๆ เหล่านี้ เคมีดูเข้ากันได้กับ สามประสานหัวโจก โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่

อย่างไรก็ตาม เกมกับ เอฟเวอร์ตัน ไม่มีสามคนนั้น มินามิโนะ ลงเล่นเกมแรกโดยมี ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ และ ดิว็อค โอริกี ขนาบข้างทั้งสองด้าน

ซึ่งมันก็มีสัญญาณบ่งบอกว่า จะเป็นไปได้สวย…

มินามิโนะ ทำหน้าที่ในบทบาทแทน ฟีร์มีโน่ แล้วเขาก็ทำให้เห็นว่า คล็อปป์ คิดไม่ผิด โดยเฉพาะครึ่งแรก ที่พาดึงตัวเองลงต่ำ คอยเชื่อมกับมิดฟิลด์ นี่แหละคือคุณภาพ
ของตัวแข้งซามูไรคนนี้

 “สุดยอด, โดดเด่น นี่คือนักเตะที่เราต้องการจริงๆ เป็นนักเตะที่เราปรารถนาที่จะได้มาร่วมทีม” คล็อปป์ กล่าวหลังจบเกม

นาที 33 มินามิโนะ โชว์ให้เห็นว่าสามารถทำอะไรให้ทีมได้บ้าง เขาได้บอลตรงกลางแล้วลากขึ้นหน้าไปคนเดียว ก่อนจะโดนสอยร่วง แต่กลับไม่ได้เป็นลูกฟาวล์

พอเห็นแบบนี้แดนกลาง 3 คนก็สบายใจและลดความกดดันพวกเขาได้บ้าง โดยให้ มินามิโนะ สร้างเกมบุกด้วยตัวคนเดียว

จังหวะที่ ลิเวอร์พูล ได้ลุ้นประตูมากที่สุดในครึ่งแรก มี 2 ครั้ง ซึ่ง มินามิโนะ คือคนที่มีส่วนร่วมทั้งหมด ช็อตแรกเขาได้ขึ้นโหม่จากการหาพื้นที่ว่างด้านหลัง เยอร์รี่ มีน่า ส่วนอีกจังหวะเป็นตอนที่เขาไล่กดดันจนทำให้ผู้เล่นเอฟเวอร์ตันต้องผ่านบอลคืนหลัง และเขาก็เกือบจะถึงบอลก่อน จอร์แดน พิคฟอร์ด

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งหลงระเริงไป เพราะเอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่นัดประเดิมสนามที่สมบูรณ์แบบนัก

ครึ่งหลัง มินามิโนะ ค่อนไปทางน่าผิดหวังเล็กๆ โดยตอนนั้น ลิเวอร์พูล เคลื่อนบอลกันช้ากว่าครึ่งแรกนิดหน่อย ส่วน เอฟเวอร์ตัน ก็วางแนวรับแน่นหนา ไม่ให้ มินามิโนะ ทะลวงแผงหลังเข้าไปได้ ก่อนจะโดนเปลี่ยนตัวออกตอนนาที 70

45 นาทีหลัง ลิเวอร์พูล ครองเกมได้มากกว่าก่อนพักครึ่ง ทำให้ มินามิโนะ เจอความยากลำบากในการหาพื้นที่ว่าง เพราะแนวรับ เอฟเวอร์ตัน ยืนเป็นปึกแผ่น และเขาก็ไม่มีความแข็งแกร่งทางร่างกายมากพอที่จะเอาชนะกำแพงสีน้ำเงินได้

 “เกมแรกกับทีมคุณไม่รู้จักใคร และยังต้องพบกับความยากลำบากในการปรับตัว” 

 “ทัศนคติที่โดดเด่น การรวมกลุ่มกันเพื่อไล่บอลในสถานการณ์ที่แตกต่าง ซึ่งผมประทับใจมากๆ เขาไม่ได้ดูเหมือนมีอาการเหนื่อยล้าเลย แต่เพราะเรายังไม่ได้รู้จักเขามากพอ เราก็เลยต้องการปกป้องเขานิดหน่อย ดังนั้นก็เลยตัดสินใจเปลี่ยนตัวเขาออก” อีกส่วนหนึ่งคำพูดของ บอสคล็อปป์

เกมเอฟเอ คัพ รอบ 3 พร้อมกับเป็นเกมเมอร์ซี่ย์ ไซด์ ไปในตัว มันเป็นเกมที่สถานการณ์ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการเปิดตัว มินามิโนะ แต่ท้ายที่สุด แสงสปอตไลท์กลับพุ่งตรงไปที่เด็กหนุ่มท้องถิ่น ที่ขโมยซีนหลังจบเกมนี้

   ในขณะที่ มินามิโนะ ระเบิดฟอร์มไม่ออก การก้าวขึ้นมาของ เจ้าหนู เคอร์ติส โจนส์ วัย 18 ปี นับว่ายอดเยี่ยม

โจนส์ เพลิดเพลินกับการเล่นในสภาพที่ ลิเวอร์พูล ได้ครองบอลมากขึ้น ซึ่งทำให้เขาเค้นฟอร์มของตัวเองออกมาได้

โจนส์ ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นเกมทางกราบซ้าย เล่นได้อย่างกล้าหาญ และเมื่อได้บอลก็มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เขามักพยายามพาตัวเองเอาชนะตัวประกบอยู่เสมอ หรือจ่ายบอล
จังหวะสำคัญๆ แล้วสถิติก็บอกว่าเขาเป็นคนที่มีจังหวะผ่านบอลมากที่สุดร่วมในเกมนี้ ที่จำนวน 3 ครั้ง

ผลผลิตจาก ลิเวอร์พูล อคาเดมี่ คนนี้ ถูกจับตามองว่าเป็นดาวรุ่งท้องถิ่นที่มีศักยภาพอันยอดเยี่ยม และประตูชัยที่ทำได้ก็ยืนยันว่า ทำไมหลายคนถึงยกย่องเขามาก

หลังจากผ่านบอลให้ โอริกี ในกรอบเขตโทษ แล้วเอาบอลกลับมาครองได้อีกครั้ง โจนส์ จับบอลลง 1 จังหวะ แล้วก็ปั่นเสียบสามเหลี่ยมบนของเสาไกลจากระยะ 20 หลา
สวยสดงดงาม ชนิดที่ พิคฟอร์ด หมดทางเซฟ

ในเกมที่การทำงานมันเป็นเรื่องสำคัญ นี่ก็ถือเป็นผลงานส่วนตัวที่น่าชื่นใจ และเป็นสิ่งที่ตัดสินเกมนี้ มันเป็นคุณสมบัติที่คู่ควรกับการเป็นตัวตัดสินเกม

หากคุณจะเป็นซูเปอร์สตาร์ มันต้องมีช็อตแบบนี้ที่แตกต่างไปจากคนอื่น

ในทางตรงกันข้าม เอฟเวอร์ตัน ไม่ได้มีคุณสมบัติดังกล่าวอยู่ในทีมเลย

แม้ว่าฟอร์มของ มินามิโนะ ไม่ได้สวยหรูอะไร เขาก็ยังแสดงให้เห็นสัญญาณว่าจะเข้ากับสไตล์ของ คล็อปป์ ได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม รายของ โจนส์ ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นมิดฟิลด์ตามแบบฉบับของ คล็อปป์ ได้ดี กล่าวคือมีการเล่นแบบเล่ห์เหลี่ยม, คล่องแคล่ว และมีความมั่นใจในตัวเอง

เว็บ viva9988 ทาง เข้า บอกว่าการที่ เจมส์ มิลเนอร์ บาดเจ็บตั้งแต่ต้นเกม แล้ว โจนส์ ทำผลงานได้ดีกับการเจอ เอฟเวอร์ตัน ชุดใหญ่ เชื่อว่าอนาคตก็มีโอกาสที่ โจนส์ จะได้ลงเล่นมากขึ้น

และตอนนี้หลายคนก็หันไปให้ความสนใจ เด็กคนนี้ กันอย่างเต็มที่แล้ว

Tags :

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาบรรดาสื่อหลายสำนักต่างออกมารายงานตรงกันว่า ทีมบอล ลิเวอร์พูล ได้บรรลุข้อตกลงที่จะดึงตัว ทาคุมิ มินามิโนะ มิดฟิลด์ดาวโรจน์ทีมชาติญี่ปุ่นจาก เร้ดบลูล์ ซัลซ์บวร์ก มาร่วมทีม ในช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะเดือนมกราคมนี้

ยิ่งไปกว่านั้นผู้อำนวยการกีฬาของทีมดังจากออสเตรเลียยังออกมายอมรับว่าต้นสังกัดได้มีการติดต่อกับ ทีมบอล  “หงส์แดง” จริง หลังจาก เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมัน มีความสนใจที่จะเซ็นสัญญากับ มินามิโนะ ช่วงเดือนมกราคมนี้ และหวังที่จะปิดดีลให้ได้โดยเร็ว เพื่อปิดโอกาสสโมสรอื่น เนื่องจาก สตาร์ทีมชาติญี่ปุ่นวัย 24 ปี มีค่าฉีกสัญญาแค่ 7.25 ล้านปอนด์ (ประมาณ 290 ล้านบาท) เท่านั้น

ฟุตบอล

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มีผู้เล่นจากแดนปลาดิบมาค้าแข้งแบบไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในตอนนี้ทีมีหลายทีมใหญ่หันมาให้ความสนใจแข้งจากเอเชียกันมากขึ้นเพื่อเป็นการเปิดตลาดไปในตัว

วันนี้เราจะพาไปย้อนดูกันว่าในช่วงที่ผ่านมามีใครบ้างที่มาโลดแล่นในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี และจะมีผลงานเป็นอย่างไร เรารวบรวมมาฝากกัน

8.โยชิโนริ มูโตะ (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด)

    มูโตะ กลายเป็นแข้งเลือดซามูไรรายล่าสุดที่ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากหัวหอกวัย 26 ปี เซ็นสัญญากับ นิวคาสเซิ่ล เป็นเวลา 4 ปี ด้วยค่าตัวราว 9.5 ล้านปอนด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว หลังทำผลงานได้โดดเด่นกับทัพ “ซามูไรบลูส์” ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ส่วนระดับสโมสรนั้นเจ้าตัวทำได้ 23 ประตู จากการลงเล่น 71 นัด ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ค้าแข้งกับ ไมนซ์

7.ชินจิ โอกาซากิ (เลสเตอร์ ซิตี้)

    ดาวยิงวัย 33 ปีเป็นหนึ่งในแข้งจากแดนปลาดิบที่ได้สัมผัสถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก หลังอยู่ในชุดประวัติศาสตร์พา เลสเตอร์ ซิตี้ ผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาล  2015-16

สตาร์ลูกหนังทีมชาติญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในนักเตะสำคัญของ เลสเตอร์ โดยหนึ่งในประตูแห่งความทรงจำที่แฟนบอล “เดอะ ฟ็อกซ์” ไม่เคยลืมเลือนก็คือจังหวะตีลังกายิงประตูหรือ ในแมตช์ชนะ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด เมื่อเดือนมีนาคม 2016 ซึ่งเป็น 3 คะแนนล้ำค่ากรุยทาง เลสเตอร์ คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดี

6.ชินจิ คากาวะ (แมนฯ ยูไนเต็ด)

    มิดฟิลด์จอมเทคนิคโชว์ฟอร์มสุดแจ่มจนแจ้งเกิดได้กับ ดอร์ทุมนด์ ในบุนเดสลีกา ก่อนที่ผลงานจะไปเข้าตาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตกุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด ดึงตัวมาร่วมทีมด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์ในปี 2012 พร้อมกับทำสถิติกลายเป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่ยิงแฮตทริกในพรีเมียร์ลีก พร้อมกับช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ 1 สมัย

อย่างไรก็ตามฟอร์มของเจ้าตัวไม่ได้โดดเด่นเท่าที่ควรเนื่องจากถูกจับไปยืนตำแหน่งที่ไม่ถนัด ก่อนจะถูกปล่อยตัวกลับไปอยู่ ดอร์ทมุนด์ ในปี 2014

5.มายะ โยชิดะ (เซาธ์แฮมป์ตัน)

    ปรากาหลังวัย 31 ปี ย้ายจาก วีวีวี เวนโล่ มาอยู่กับ เซาธ์แฮมป์ตัน ในปี 2012 ด้วยค่าตัว 3 ล้านปอนด์ ก่อนจะยกระดับฝีเท้าจนกลายเป็นกำลังสำคัญให้กับทีม “นักบุญ” ในปัจจุบัน โดยตลอด 7 ปีเจ้ามีสถิติลงเล่น 179 เกม ยิง 9 ประตูทุกรายการ

4.เรียว มิยาอิชิ (อาร์เซน่อล, โบลตัน, วีแกน)

    ปีกวัย 27 ปี เคยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นที่ได้รับการจับตามองสุดๆจนได้รับฉายาว่าเป็นโรนัลโด้แห่งวงการลูกหนังญี่ปุ่น

จน ปี 2011 มิยาอิชิ กลายเป็นนักเตะชาวญี่ปุ่นรายที่สองของ อาร์เซน่อล หลังฟอร์มไปเข้าตาของ อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือเลือดน้ำหอม ดึงตัวมารว่มทีมจาก มหาวิทยาลัย ชุคโย อย่างไรก็ตามเจ้าตัวไม่สามารถแจ้งเกิดได้มีโอกาสลงเล่นให้ “ปืนใหญ่” เพียง 17 นาทีเท่านั้น ก่อนจะถูกปล่อยตัวไปอยู่กับบรรดาทีมในพรีเมียร์ลีกในเวลานั้นอย่าง โบลตัน และ วีแกน ด้วยสัญญายืมตัว

3.ฮิเดโตชิ นากาตะ (โบลตัน)  

    อดีตมิดฟิลด์วัย 42 ปี ถือเป็นซูเปอร์สตาร์คนแรกของวงการฟุตบอลญี่ปุ่น และกลายเป็นตำนานจวบจนวันนี้

นากาตะ เริ่มแจ้งเกิดได้ในศึกฟุตบอลโลก 1998 กับทัพซามูไรบลู ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าตัวก็ได้ย้ายไปเล่นในยุโรปกับ เปรูจา เป็นทีมแรก และโว์ฟอร์มร้อนแรง ก่อนจะไปอยู่กับ โรม่า, ปาร์ม่า, โบโลญญ่า และ ฟิออเรนติน่า ตามลำดับในเวทีกัลโช่ เซเรียอา อิตาลี

หลังจากนั้นปี 2008 เขาก็ย้ายมาเล่นในกับ โบลตัน ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปี โดยทำได้ 1 ประตู จาก 32 เกมทุกรายการ ก่อนจะประกาศข่าวช็อคแฟนบอลด้วยการแขวนสตั๊ดด้วยวัยเพียง 29 ปีเท่านั้น

2.คาซูยูกิ โทดะ (สเปอร์ส)

    หลังไปฉายแววเด่นในศึกฟุตบอลโลก 2002 กับทีมชาติญี่ปุ่น สเปอร์ส จึงยื่นข้อเสนอยืมตัว โทดะ มาร่วมทีมในรูปแบบยืมตัวอีกไม่กี่เดือนต่อมา แต่สุดท้ายอดีตมิดฟิลด์วัย 41 ปี แจ้งเกิดไม่ได้ โดยได้ลงเล่นเพียง 4 เกมเท่านั้น

1.จุนอิจิ อินาโมโตะ (อาร์เซน่อล, ฟูแล่ม, เวสต์บอรมฯ)

    เว็บ สมัครเล่น ฮอลิเดย์ บอกว่าอินาโมโตะ ถือเป็นแข้งอิมพอร์ตจากแดนปลาดิบคนแรกๆที่ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากฉายแววเด่นกับ กัมบะ โอซาก้า สโมสรแรกในอาชีพการเล่นจนถูก อาร์เซน่อล ดึงตัวมาร่วมทีมในปี 2001 ด้วยสัญญายืมตัว อย่างไรก็ตามเจ้าตัวไม่สามารถแจ้งเกิดได้ ไม่ได้ลงเล่นในลีกแม้แต่เกมเดียว

ปีถัดมาหลังจากไปโชว์ฟอร์มเด่นในฟุตบอลโลกกับทีมชาติญี่ปุ่น เขาถูก ฟูแล่ม ยืมตัวมาใช้งานต่อ และปรับตัวเข้ากับลีกอังกฤษได้ดีขึ้น และซัดประตูใส่ทั้ง ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ และ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำให้เขากลายเป็นแข้งที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในประเทศญี่ปุ่น แต่มาโชคร้ายประสบปัญหาอาการเจ็บจนต้องกัลบไปยังต้นสังกัดเก่าอีกครั้ง

หลังจากนั้นอดีตมิดฟิลด์พันธ์ดุกลายเป็นแข้งจอมพเนจรย้ายไปเล่นให้ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ก่อนจะไปโลดแล่นในลีกใหญ่ในยุโรป

Tags :

เปิด 5 เหตุผลที่ทำไมทาง ทีมบอล ลิเวอร์พูล ถึงยังต้องหวั่น แมนฯ ซิตี้ แม้ตอนนี้ทำคะแนนทิ้งห่าง “เรือใบสีฟ้า” ไปถึง 9 แต้มก็ตาม  “หงส์แดง” ทำคะแนนทิ้ง เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 ถึง 8 คะแนน และทิ้ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แชมป์เก่า ไปแล้ว 9 แต้ม อย่างไรก็ตาม นี่คือ 5 เหตุผลทำไมถึงต้องหวั่นว่า “เรือใบสีฟ้า” จะกลับมาแซงเข้าป้ายอีกครั้ง

เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการ ทีมบอล ลิเวอร์พูล ยังคงเดินหน้าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังบุกไปเอาชนะ คริสตัล พาเลซ 2-1 เมื่อวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทำให้ยังนำโด่งเป็นจ่าฝูง มี 37 คะแนนจาก 13 นัด (ชนะ 12 เสมอ 1)

ทีมบอล

 

  1. แมนฯ ซิตี้ เก๋าในการลุ้นแชมป์ ส่วน ลิเวอร์พูล กดดันรอมานาน 30 ปี

ลิเวอร์พูล ห่างเหินจากการคว้าแชมป์ลีกมาแล้วถึง 30 ปี และเมื่อฤดูกาลที่แล้วก็น่าจะได้แชมป์ แต่สุดท้ายก็โดน แมนฯ ซิตี้ ปาดหน้าไปจนได้

เชื่อว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายๆ ของซีซั่น ทีมของ คล็อปป์ จะกลับมาเข้าสู่โหมดกดดันอีกครั้ง ไม่ว่าจะทำคะแนนห่างแค่ไหน และหากโชคเริ่มไม่เข้าข้างก็อาจเป๋เป็นได้

ขณะที่ทีมของ เป็ป กวาร์ดิโอล่า พร้อมเป็นผู้ไล่ล่า และมีประสบการณ์ในการเอาตัวรอดเมื่อเข้าสู่ช่วงกดดัน ดังนั้นถ้า “หงส์แดง” ทำพลาดเปิดทางให้ล่ะก็  รับรองว่า “เรือใบสีฟ้า” ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยแน่

   2. ธันวาคม เดือนหฤโหดของ ลิเวอร์พูล

คล็อปป์ จะต้องพา ลิเวอร์พูล ลงเตะถึง 10 เกมระหว่างวันที่ 4 ธันวาคม ถึง 2 มกราคม เพราะมีโปรแกรมเล่นทั้ง พรีเมียร์ลีก, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, คาราบาว คัพ และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก

“หงส์แดง” จะต้องเดินทางไปทำศึกสโมสรโลกที่ประเทศกาตาร์ ช่วงเดียวกับที่ต้องเจอ แอสตัน วิลล่า ในถ้วย คาราบาว คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย

คล็อปป์ อาจต้องแบ่งทีมลงเตะทั้งสองรายการ โดยชุดใหญ่ไปเล่นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้นักเตะอาจมีอาการล้าจากการเดินทางไกลก่อนมาเจอโปรแกรมเตะอีกหลายนัด

    3. เข้าสู่โปรแกรมหนักเดือนมกราคม

หาก ลิเวอร์พูล ผ่านเดือนธันวาคม มาได้ด้วยการมีคะแนนห่างทีมอันดับ 2 ถึง 9 แต้มเหมือนเดิมก็ใช่ว่าจะวางใจได้ เพราะเข้าสู่เดือนมกราคมจะต้องเจอโปรแกรมหนักๆ ทั้งนั้น

“หงส์แดง” จะต้องไปเยือนทั้ง เลสเตอร์, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่เพิ่งได้ โชเซ่ มูรินโญ่ มากุมบังเหียน และ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส รวมทั้งเปิดบ้านต้อนรับ วูล์ฟส์, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นเกมหนักทั้งนั้น ทำให้อาจปล่อยให้คะแนนหลุดไปบ้าง

ขณะที่โปรแกมช่วงท้ายฤดูกาล 4 นัด ลิเวอร์พูล จะเจอ เบิร์นลี่ย์, อาร์เซน่อล, เชลซี และ นิวคาสเซิ่ล ส่วน แมนฯ ซิตี้ พบ ไบรท์ตัน, บอร์นมัธ, วัตฟอร์ด และ นอริช ซึ่งดูแล้วของ “หงส์แดง” หนักกว่าแน่นอน

   4. แมนฯ ซิตี้ อาจเสริมทัพเดือนมกราคม

แมนฯ ซิตี้ มีโอกาสเสริมทัพโดยเฉพาะในแนวรับและกองกลางในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะหน้าหนาวเดือนมกราคมนี้

หาก “เรือใบสีฟ้า” ได้กองหลังชั้นยอดมาร่วมทีมก็จะเข้ามาอุดรอยรั่วได้อย่างที่ กวาร์ดิโอล่า ต้องการ และไม่เสียประตูง่ายๆ อีก ส่งผลให้เป็นผลดีต่อการลุ้นแชมป์

 5. ลิเวอร์พูล ต้องระวังอย่าให้นักเตะสำคัญบาดเจ็บ

เว็บ viva9988 เข้าไม่ได้ บอกว่าแนวรุกของ ลิเวอร์พูล จะอ่อนลงไปทันทีหาก 3 ประสานแดนหน้าทั้ง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไม่ได้ลงเล่นพร้อมกัน

แม้ ดิว็อค โอริกี้ จะพร้อมรับบทเป็นซูเปอร์ซับเหมือนที่เคยเป็นฮีโร่ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับ 3 ตัวจริงแล้วยังเป็นรองอยู่เยอะ

ขณะที่แนวรับถ้า เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เกิดบาดเจ็บขึ้นมาล่ะก็ รับรองว่า บรรดา “เดอะ ค็อป” คงต้องเครียดแน่ และเมื่อดูขุมกำลังทั้งหมดแล้ว ลิเวอร์พูล ยังเป็นรอง แมนฯ ซิตี้ ที่มีตัวเลือกให้ใช้งานเยอะกว่า

Tags :

“โอ้นั่นคือใคร..ใคร..ใคร.. แสนสง่า นักกีฬา ฟุตบอล ตัวเทพศิรินทร์มิใช่ใคร..”ถุงอุปกรณ์ใส่เพลท ในนั้นมีของจำเป็นสำหรับการแปรอักษรครบถ้วน สมุดโค้ด แผ่นเพลท โค้ดไฟ หมวก ถุงมือผ้าหน้า/หลังคนละสี ถุงมือพลาสติกกรอบแกรบสีส้ม กล่องข้าว ขวดน้ำ..

ใจเต้นระทึกเมื่อมองลอดช่องระหว่างแผ่นเพลทลุ้นเกม ฟุตบอล ในรอบของการเเข่งขันที่นักกีฬาของเรากำลังจะทำประตู นักกีฬาของเรากำลังจะเสียประตูหันไปข้างๆ ซ้ายก็เพื่อน ขวาก็เพื่อน แถวบนก็เพื่อน แถวล่างก็เพื่อน แล้วเราก็พบว่าไม่ได้มีแค่เราคนเดียวที่หัวใจกำลังเต้นแรงระรัวถี่ยิบเหมือนมีใครลั่นกลองอยู่ข้างใน

ฟุตบอล

แล้วแสงแดดที่แผดเปรี้ยงมาตลอดบ่ายก็เริ่มเบามือลง คลายความร้อนหย่อนความเย็นผ่านมาให้เราด้วยสายลมโชย

มันเย็นสบายอย่างที่ใจโหยหา แล้วความอบอ้าวก้าวร้าวที่เพิ่งจะอบใจเรามาหมาดๆ ก็กลายเป็นผุยอดีตไปอย่างรวดเร็ว

จตุรมิตรไม่เพียงสร้างมิตรทางกาย หากยังได้มิตรทางใจ หันมองหน้าเพื่อนรอบตัวอีกครั้ง เราผ่านมันมาร่วมกัน..

เป็นความทรงจำอันงดงามและล้ำค่า ฝังตรึงอยู่กับเรา ไม่มีใครพรากมันไปได้ ไม่มีทางเลย

รอยยิ้ม น้ำตาที่แต่ละคนผ่านชีวิตวัยเรียนร่วมกันมาในช่วงอายุที่กำลังเติบโตเป็นวัยรุ่น วัยที่พลุ่งพล่านด้วยแรงขับดัน มันเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งมีอิทธิพลต่อชีวิต

แต่ละที่แต่ละโรงเรียนก็จะมีความทรงจำร่วมกันของนักเรียนที่นั่น มันมีส่วนขัดเกลาชีวิตในวันข้างหน้าทั้งสิ้น

บางคนติดนิสัยบางอย่างมาจากเพื่อนที่โรงเรียนก็ช่วงนั้น บางคนติดพฤติกรรมบางอย่างมาจากกิจกรรมที่ทำในโรงเรียนก็ช่วงนั้น วัยมัธยมที่เขาว่ากันว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อและมีคุณค่าอย่างมากอีกห้วงของชีวิตนั้นไม่ได้ผิดความจริงไปเลย

บางทีนั่นอาจเป็นที่มาของคำถามที่ว่าเพราะอะไรเราถึงไม่เคยลืมเลือนเพื่อนสมัยมัธยมและเป็นช่วงที่สนุกสุดเหวี่ยงที่สุด ก็เพราะมันเป็นความลงตัวระหว่างเวลา อารมณ์ และประสบการณ์

ที่ไหนก็ที่นั้นไม่ว่าใครก็รักโรงเรียนของตัวเอง รักเพื่อนพ้อง รักคุณครู รักสิ่งที่ผ่านมาตลอดเวลาช่วงวัยรุ่นตอนต้น

น้องๆ ที่กำลังเรียนอยู่คงเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานต้องรับผิดชอบนู่นนี่นั่นมากมายจะยิ่งเข้าใจความรู้สึกนี้ยิ่งขึ้น โหยหามันมากกว่าเดิม

สำหรับใครก็ตามที่ร่ำเรียนที่เทพศิรินทร์ สวนกุหลาบ อัสสัมชัญ และกรุงเทพคริสเตียน ฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคีหรือที่ทุกคนเรียกกันสั้นๆ ว่า จตุฯ นั้นฝังอยู่ในความรู้สึกนึกคิดเสมอด้วยความที่เติบโตมากับมัน แค่ปีแรกที่เข้าเรียนก็ได้ยินคำนี้กันแล้ว

ยิ่งเมื่อวันเวลาผ่านไปอีก ได้สั่งสมอารมณ์ร่วมมากขึ้นไปอีก จะใช้คำว่าเราหายใจเข้าออกเป็นจตุรมิตรก็คงไม่ผิด

ผมก็เคยผ่านช่วงเวลานั้น แทบไม่เคยมีจตุรมิตรวันไหนที่ผมพลาดเลยนับตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับมัน

สมัยนุ่งกางเกงขาสั้นสีกากีนั้นหายห่วง ขึ้นสแตนด์แปรอักษรบ่มเพาะความอดทนและสปิริตของลูกแม่รำเพยตั้งแต่มัธยมต้น พอโตหน่อยไม่ต้องขึ้นสแตนด์เชียร์ก็ปักหลักที่อัฒจันทร์ฝั่งมีหลังคา

เรียนจบเข้ามหาวิทยาลัยอิสระเสรีวันเตะชนวันเรียนก็โดดเรียนไปดูบอล เราตามเก็บเลคเชอร์จากเพื่อนๆ ทีหลังได้แต่ตามเก็บลมหายใจเร่าร้อนในสนามศุภชลาศัยไม่ได้

เกมผ่านแล้วผ่านเลยเป็นตายร้ายดีก็ต้องพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสนามให้ได้ ไปเชียร์เทพศิรินทร์เตะกับสวนฯ หวดอัสสัมฯ อัดคริสเตียน

จบปริญญาตรีทำงานก็โชคดีอีกงานนักข่าวที่สยามกีฬาเอื้อสุดๆ ต่อการไปเชียร์บอลช่วงบ่ายในวันธรรมดา จตุฯ จะเตะเสาร์-จันทร์-พุธ-เสาร์ ผมจึงไม่เคยพลาดเลยสักวันเว้นแค่ช่วงเวลาไปประจำการที่อังกฤษซึ่งตรงกับจตุรมิตรครั้งที่ 24 เมื่อปี 2550 กับงานด่วนก่อนนัดชิงวันสุดท้ายเมื่อปี 2557 เท่านั้นเอง

ปกติแล้วผมจะดูเกมทั้งสองคู่ในวันนั้น เทพศิรินทร์เตะคู่แรกก็อยู่ต่อดูคู่หลัง เทพศิรินทร์เตะคู่หลังก็มาแต่เนิ่นๆ ดูเกมของคู่แรก ได้เห็นฟอร์มของอีกสามโรงเรียนแล้วก็ได้รับบรรยากาศที่อบอวลด้วยความมันระดับทะลักปรอท อิ่มเอมอิ่มใจเติมพลังให้ตัวเอง

แน่นอนครับ ปีนี้ก็คงจะเป็นอย่างนั้นเหมือนเดิม

จตุรมิตรครั้งนี้เป็นครั้งที่ 29 แล้ว เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างชัดเรื่องหนึ่งตั้งแต่ครั้งที่แล้วเมื่อสองปีก่อนนะครับ นั่นคือจตุรมิตรแสดงให้เห็นว่าตัวรายการนั้นมีคุณค่าและสามารถขยายตลาดได้กว้างไกลจริงๆ

ออกแบบชุดแข่งสวยๆ ออกแบบสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวกับจตุรมิตรทั้งเสื้อยืด เสื้อโปโล ผ้าพันคอ หมวก กระเป๋า และอะไรอื่นๆ อีกจิปาถะ ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางโซเชียลรับรองได้ขายเป็นมือระวิง

ตลาดจตุรมิตรใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักเรียนเก่า-ศิษย์เก่ามากขึ้นทุกปี ใครที่เรียนจบจากทั้ง 4 สถาบันก็จะได้ชื่อว่าเป็น Alumni เป็นศิษย์เก่า-นักเรียนเก่า เป็น DSA OSK OMAC BCCA ตลอดไป

ตลาดนี้จึงมีแต่เพิ่มไม่มีลด

ชุดแข่งหรือของที่ระลึกทั้งหลายที่เปลี่ยนผู้ผลิตจาก แกรนด์สปอร์ต เป็น อาริ ตั้งแต่คราวก่อนกระตุ้นความสนใจได้มากเพราะชาวจตุรมิตรมีผลิตภัณฑ์ในอีกโทนหนึ่งให้สะสม

อารมณ์แบบแกรนด์สปอร์ตก็สะสมเอาไว้เต็มบ้านแล้ว เสื้อแข่งผ้าพันคอของกระจุกกระจิกซื้อมันทุกครั้ง พอมาเมื่อสองปีก่อนก็ได้ควักกระเป๋าเงินซื้อในอารมณ์การออกแบบของอาริบ้าง ปีนี้ก็คงได้ควักกระเป๋าจับจ่ายซื้อหามาเก็บไว้เหมือนเดิม

ในความเปลี่ยนแปลงบางเรื่องก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่เคยเปลี่ยน จตุรมิตรจะเป็นโอกาสอันดีให้เพื่อนเก่าๆ ได้กลับมาเจอกัน

ต่างคนต่างเรียนจบแยกย้ายกันไปทำงานมีวิถีชีวิตมีครอบครัว ทุกวันนี้อาจมีนัดเจอกันบ้างแต่ก็ยากที่จะรวมตัวกันได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ เต็มที่ก็คุยเล่นกันในไลน์กลุ่ม

จตุฯ จะเรียกเพื่อนๆ ที่ไม่ได้เจอกันได้กลับมาเจอกัน เชียร์บอลด้วยกัน ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน รำลึกถึงวันเก่าๆ กับเพื่อนแก่ๆ มันก็มีความสุขที่เป็นผลพลอยได้ตามมา

จตุรมิตรในความทรงจำของแต่ละคนก็คงจะแตกต่างกันออกไปนะครับ ส่วนใหญ่ก็คงอิงตามความสำเร็จของสถาบันนั่นแหละ เด็กสวนกุหลาบตั้งแต่อดีตอาจจะมีเยอะหน่อยเพราะได้แชมป์บ่อยกว่าใคร กรุงเทพคริสเตียนกับอัสสัมชัญก็นับเป็นขาประจำในนัดชิง อย่างหนล่าสุดก็เป็นคู่นี้ที่ชิงกันก่อนที่บทสรุปจะเป็นอินทรีแดงแรงฤทธิ์

ส่วนเด็กเทพฯ อย่างผมก็คงไม่มีวันลืมปรากฏการณ์ในปี 2542 ที่โคตรสุดตั้งแต่รอบแรกยันนัดชิง มันคือปีประวัติศาสตร์จริงๆ

เสมออัสสัมชัญ 2-2 ไล่ตีเสมอกรุงเทพคริสเตียน 2-2 หลังโดนนำ 0-2 ชนะสวนกุหลาบ 5-0 นัดชิงโดนคริสเตียนนำ 2-0 ก็ยิงสองประตูในช่วงทดเวลาตีเสมอ 2-2 อีกครั้ง คว้าแชมป์ร่วมกันไปครอง

ชื่อของ วรวุฒิ วังสวัสดิ์ ไพฑูรย์ เทียบมา จักรกริช บุญคำ ธวัชชัย ทองฮวด และความทรงจำครั้งนั้นยังถูกพูดถึงในรั้วรำเพยมาจนทุกวันนี้

แน่นอนครับ ผมก็อยากจะกลับไปสัมผัสความดีใจสุดเหวี่ยงแบบนั้นอีก แทบจะพูดได้ว่าจำเหตุการณ์บนอัฒจันทร์ได้ทุกวินาทีในวันชนะสวนฯ และตอนที่ขุนพลลูกแม่รำเพยทำมันได้อีกครั้งในนัดชิงกับคริสเตียน ใช้คำว่าดีใจยังน้อยไป มันคือความบ้าคลั่งและหลุดโลกอย่างจริงจังไม่เกินเลย

เว็บ viva9988 เข้าไม่ได้ บอกว่าอารมณ์แบบนี้พวกเราชาวจตุฯ เคยสัมผัสและผ่านมันมาแล้วทั้งนั้น แต่ก็ยังอยากลิ้มรสมันอีกราวไฟปรารถนา

ดื่มด่ำไปกับจตุรมิตรครับ ช่วงนี้พ่อบ้านที่เป็นชาวจตุฯ คงจะฮัมเพลงเชียร์โรงเรียนให้ได้ยินบ่อยๆ คุยโขมงเรื่องจตุฯ จนน่ารำคาญ หรือนัดเจอเพื่อนที่มาจากทุกทิศแบบวันเว้นวันหรือทุกวัน แม่บ้านจตุฯ ควรเข้าใจอย่างยิ่ง..

 

Tags :