ลืมซานโช่ได้เลย! 3 เหตุผลที่ชี้ว่า “อาหมัด ดิยัลโล่” คือดีลที่ใช่สำหรับทีม ฟุตบอล แมนยู

ฟุตบอล

ในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะของทีม ฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สร้างความประหลาดใจให้สาวก “เร้ด อาร์มี่” อยู่ไม่น้อยหลังทีมรักเซ็นสัญญาคว้าตัวดาวรุ่งวัย 18 ปีจากอตาลันต้าซึ่งมีนามว่า “อาหมัด ดิยัลโล่” สำหรับแฟนบอลที่รอคอย เจดอน ซานโช่ มาสวมเสื้อสีแดงก็เป็นอันต้องอกหักไปในที่สุด แต่ถ้ามองลงลึกไปในดีลนี้ นี่อาจเป็นอีกหนึ่งการเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมของ “ปีศาจแดง” ก็ว่าได้

ก่อนอื่นหลายคนสงสัยว่าเจ้าหนูคนนี้ใช้ชื่อว่า อาหมัด ดิยัลโล่ หรือ อาหมัด ตราโอเร่ ล่าสุดเจ้าตัวออกมายืนยันผ่านในอินสตาแกรมแล้วว่าเขาต้องการให้เรียกชื่อ “อาหมัด ดิยัลโล่” มากกว่าแมนฯ​ยูไนเต็ด คว้าตัว อาหมัด ดิยัลโล่ มาด้วยค่าตัวเบื้องต้น 18 ล้านปอนด์ โดยปีกดาวรุ่ง วัย 18 ปีจะมาร่วมทีม ฟุตบอล ในช่วงเดือนมกราคม

ฟุตบอล

วันเดอร์คิดอตาลันต้าถูกดันขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ อตาลันต้า ในปี 2019 ความจริงเจ้าตัวเพิ่งสัมผัสเกม เซเรีย อา เพียงแค่ 3 นัดเท่านั้นแต่นัดแรกที่ลงสนามเจ้าหนูวัย 18 ปี ก็สามารถยิงประตูแรกได้ทันที ส่งผลให้กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูในเกมประเดิมสนามของเซเรีย อา ด้วยวัยเพียง 17 ปีกับ 109 วัน

จากการายงานของ ฟาบริซิโอ โรมาโน่ แมนฯ ยูไนเต็ด เชื่อว่าพวกเขาได้เซ็นสัญญาซูเปอร์สตาร์เข้ามาในทีม โดยโซลชาได้มีโอกาส “เฟสไทม์” พูดคุยกับนักเตะและบอกกับ ดิยัลโล่ ว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งในอนาคตของสโมสรและกุนซือเชื่อมั่นว่าเขาพร้อมลงเล่นให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด แล้ว

การพลาดตัว ซานโช่ และได้นักเตะคนนี้มาอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด และนี่อาจเป็นเพชรเม็ดงามที่รอการเจียระไนอยู่ก็เป็นได้

1.ตามรอยโรนัลโด้,มาร์กซิยาล

ในตอนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เซ็นสัญญา โรนัลโด้ มีน้อยคนที่รู้จักชื่อของเขาแต่หลังจากนั้นเจ้าตัวก็สร้างตำนานให้กับสโมสร เช่นเดียวกับ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ตอนนั้น “ผีแดง” พลาดคว้า เปโดร โรดริเกซ แบบน่าเจ็บใจหลังจากโดน เชลซี ปาดหน้า ก่อน แมนฯ ยูไนเต็ด จะหันไปซิวดาวรุ่งคนหนึ่งจากโมนาโกจนแฟนบอลงงเป็นไก่ตาแตกว่าเขาคือใคร สุดท้าย มาร์กซิยาล ก็ยึดตัวจริงในทีมปัจจุบัน

บางครั้งความอดทนและเชื่อมั่นในกระบวนการของสโมสรเป็นกุญแจสำคัญ ดีเอ็นเอของ “ผีแดง” คือการปั้นดาวรุ่งเป็นซูเปอร์สตาร์อยู่แล้ว

2.ค่าเหนื่อยไม่ใช่ปัญหา

จากรายงานของ “เดอะ การ์เดี้ยน” สิ่งที่ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เดินถอยหลังออกจากดีลของ ซานโช่ เป็นเพราะพวกเขาอาจเสียเงินรวมในดีลนี้รวมทั้งหมดมากถึง 227 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะจ่ายเงินระดับนี้ในช่วงที่ทีมกำลังเผชิญหน้าปัญหาทางการเงินจากโรคระบาดโควิด-19 แม้ว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะมีเงินมากกว่าหลายสโมสรแต่พวกเขาต้องจ่ายค่าเหนื่อยมหาศาลให้กับสตาร์ในทีมทุกๆวีคอยู่แล้ว

ค่าตัว, ค่าเหนื่อย และค่าเอเจ้นต์ ของ ซานโช่ รวมกันแล้วมันมากเกินความจำเป็น ในทางกลับกัน ดิยัลโล่ ไม่ได้มาในฐานะซูเปอร์สตาร์ของทีมแต่เขามีศักยภาพมากพอที่จะก้าวไปสู่จุดนั้น อย่างน้อยตอนนี้ “ผีแดง” เซฟเงินไว้ได้ก้อนใหญ่ทีเดียว ยิ่งถ้า ดิยัลโล่ มาแจ้งเกิดได้ ยูไนเต็ด อาจไม่ต้องเสียเงินกับ เจดอน ซานโช่ และสามารถนำเงินไปลงทุนกับนักเตะตำแหน่งอื่นได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่ได้เสียอะไรมากนัก

3.ความคาดหวังน้อย

เว็บ aqua2277 บอกว่าแน่นอนว่าในรายของ เจดอน ซานโช่ คงจะเข้ามา “ปีศาจแดง” ด้วยการเป็นหนึ่งในนักเตะที่แพงที่สุดในโลก แต่มันคงต้องมาพร้อมกับความกดดันเป็นเรื่องธรรมดาซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ซานโช่ คือนักเตะที่มีพรสวรรค์แต่ก็มีนักเตะหลายคนที่แบกรับความกดดันไม่ไหวจนต้องยอมแพ้โดยเฉพาะในช่วงหลังมานี้นักเตะที่มาในฐานะตัวความหวังหลายรายเอาชื่อมาทิ้งที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด

แต่ ดิยัลโล่ ในวัยเพียง 18 ปียังพัฒนาขึ้นไปได้อีกมาก แฟนบอลคงไม่ได้หวังจะให้เขาเข้ามาแล้วยึดตัวจริงเลยอยู่แล้ว แค่การมีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่ก็ถือเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าสำหรับเจ้าหนูคนนี้ แต่ถ้าหากทำผลงาน “ปัง” ขึ้นมายิ่งเป็นผลดีกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ด้วย

สถิติเก่าสิงห์ไม่ปลื้ม!5ประเด็นเด็ดเกมของทีม ฟุตบอล เชลซีปะทะลิเวอร์พูล

ฟุตบอล

เปิด 5 ประเด็นน่าสนใจเกมของทีม ฟุตบอล เชลซี เปิดบ้านรับมือ ลิเวอร์พูล คืนวันอาทิตย์นี้ รอดูกัน “สิงห์บลูส์” ที่ได้สตาร์มาร่วมทีมหลายรายจะล้มแชมป์เก่าได้หรือไม่

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ผู้จัดการทีม ฟุตบอล คนหนุ่มไฟแรงของ เชลซี จะต้องเจอกับงานหนักในเกม พรีเมียร์ลีก นัดที่สองของฤดูกาล 2020/21 เมื่อมีโปรแกรมเปิดรัง สแตมฟอร์ด บริดจ์ ต้อนรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า ในวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายนนี้ (22.30 น. ตามเวลาประเทศไทย)

ฟุตบอล

ในช่วงซัมเมอร์นี้ “สิงห์บลูส์” ได้นักเตะฝีเท้ามาเสริมทัพหลายรายทั้ง ติโม แวร์เนอร์, ไค ฮาแวร์ทซ์, ฮาคิม ซิเย็ค, ติอาโก้ ซิลวา และ เบน ชิลเวลล์ ส่วน “หงส์แดง” คว้าแข้งใหม่มาแล้ว 2 รายคือ คอสตาส ชิมิกาส กับ ติอาโก้ อัลกันตาร่า และกำลังจะได้ ดิโอโก้ โชต้า อีกคน

เชื่อว่าการเจอกันของทั้ง 2 ทีมในวันอาทิตย์นี้จะเป็นเกมที่เล่นกันได้สนุก และนี่คือ 5 ประเด็นที่ต้องจับตามอง

    1.วิวาทะของ 2 กุนซือ

แลมพาร์ด กับ คล็อปป์ กลายเป็นประเด็นร้อน หลังนายใหญ่ “หงส์แดง” พูดถึงเรื่องการใช้เงินมหาศาลในการลงทุนซื้อแข้งใหม่มาเสริมทัพของ”สิงห์บลูส์” ในช่วงซัมเมอร์นี้

จากการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลทำให้ คล็อปป์ อดใจไม่ไหวต้องออกมาพูดพาดพิงเรื่องการใช้เงินสร้างทีม ขณะที่ แลมพาร์ด ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับทีมสตาฟฟ์ ลิเวอร์พูล หลังเคยมีเรื่องกันในเกมลีกช่วงท้ายฤดูกาลที่ผ่านมา ก็ออกมาตอบโต้ว่า “หงส์แดง”” ก็เคยทำแบบนี้ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด คล็อปป์ พยายามสงบศึกโดยยืนยันว่า “ไม่ เราไม่ได้เป็นศัตรูกันเลย เวลาที่พวกคุณ (นักข่าว) ถามผม ผมก็ตอบไปตรงๆ และทุกคนก็นำมันไปใช้ในแนวทางอย่างที่พวกเขาต้องการ พวกคุณล้วนแต่สร้างเรื่องขึ้นมา พวกคุณบอกว่าผมสร้างเรื่องเกี่ยวกับ “พฤติกรรมการซื้อนักเตะของ เชลซี” พวกคุณสร้างความเป็นศัตรูให้ระหว่างพวกเรา ทำไม?”

    2. เกปา ไหวไหม?    

เชลซี เปิดซีซั่นได้สวย หลังบุกไปชนะ ไบรท์ตัน 3-1 แต่ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า ผู้รักษาประตูชาวสแปนิช ยังทำพลาดต่อเนื่องมาจากฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ไม่น่ามีอนาคตในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์

ไบรท์ตัน ได้ประตูตีเสมอ 1-1 จากลูกยิงนอกกรอบเขตโทษของ เลอันโดร ทรอสซาร์ ซึ่งหลายคนมองว่า เกปา ทำพลาดในจังหวะนี้จากการที่กะจังหวะยืนและทิ้งตัวลงไปปัดไม่ดีพอ

เกปา มีโอกาสสูงที่จะเสียตำแหน่งมือ 1 ของ เชลซี หลังมีรายงานว่า “สิงห์บลูส์” กำลังจะได้ตัว เอดูอาร์ด เมนดี้ นายด่าน แรนส์ มาร่วมทัพ และนัดนี้ต้องมาเจอกับ 3 ประสานแนวรุกสุดเทพของ “หงส์แดง” อีก ทำให้แฟนบอลคงต้องลุ้นกันหนัก

    3. ฮาแวร์ทซ์ ขอพิสูจน์ตัวเอง

เชื่อว่า แลมพาร์ด จะให้โอกาส ฮาแวร์ทซ์ กองกลางทีมชาติเยอรมัน ได้ลงเป็น 11 ตัวจริงเหมือนเดิม แม้โชว์ฟอร์มไม่ออกในนัดแรก และจ่ายพลาดง่ายๆ ให้เห็นก็ตาม

มิดฟิลด์วัย 21 ปี ดูเหมือนจะแบกรับความกดดันมหาศาลกับค่าตัวหลังย้ายมาจาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ถึง 70 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2,800 ล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม ฮาแวร์ทซ์ พร้อมพิสูจน์ตัวเองในเกมพบ ลิเวอร์พูล และมั่นใจจะเก็บคะแนนจากแชมป์เก่าได้แน่

“แน่นอนว่าพวกเขาคือหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลก เราให้ความเคารพ แต่เราก็เป็นทีมที่ยอดเยี่ยมเหมือนกัน และจะสร้างความยากลำบากให้พวกเขาได้เหมือนกัน เราจะทำงานอย่างหนัก และผมเชื่อว่าเราจะมีโอกาสเก็บแต้มจากพวกเขาได้” ฮาแวร์ทซ์ กล่าว

4. ศึกดวลความเร็ว แวร์เนอร์-ฟาน ไดค์ 

ความเร็วของ แวร์เนอร์ กองหน้า เชลซี กับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์ เซนเตอร์แบ็กตัวเก่ง ลิเวอร์พูล อาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินเกมนี้

ฟาน ไดค์ มีทั้งความรวดเร็ว, แข็งแกร่ง และสูงใหญ่ โดยเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา แนวรับทีมชาติฮอลแลนด์ มีสถิติวิ่งเร็วสุด 21.4 ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.79 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ซึ่งถือเป็นหนึ่งกองหลังที่วิ่งเร็วสุดในโลก

ขณะที่ แวร์เนอร์ ก็เป็นกองหน้าที่มีความเร็วเช่นกัน โดยมีสถิติท็อปสปีดอยู่ที่ 21.7 ไมล์/ชั่วโมง (ราว 33.802 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ทำให้การดวลกันของคู่นี้จึงน่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

  5. สถิติช่วงหลัง ลิเวอร์พูล ข่มในลีก 

ลิเวอร์พูล เอาชนะ เชลซี มาได้ตลอดในเกม พรีเมียร์ลีก ที่เจอกัน 3 หนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไปได้ เพราะ “สิงห์บลูส์” เสริมทัพได้อย่างน่ากลัว

ในฤดูกาลที่แล้ว ลิเวอร์พูล บุกไปเอาชนะ เชลซี 2-1 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ก่อนกลับมาเปิดรัง แอนฟิลด์ อัดไปอย่างสนุก 5-3

เว็บ สมัคร เอเย่นต์ holiday บอกว่าเชลซี ชนะ ลิเวอร์พูล หนสุดท้ายในลีกต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2018 หลัง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ทำประตูโทนเฉือน 1-0 และเป็นการชนะนัดเดียวใน 11 เกมหลังสุดที่เจอกัน (เสมอ 5, แพ้ 5)

ตอนที่มีข่าวว่าทีม ฟุตบอล ลิเวอร์พูล เตรียมกระชาก เตียโก้ อัลคันทาร่า

ฟุตบอล

ตอนที่มีข่าวว่าทีม ฟุตบอล ลิเวอร์พูล เตรียมกระชาก เตียโก้ อัลคันทาร่า ผู้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลางของ บาเยิร์น มิวนิค มาร่วมทีมท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมเลยต้องดูฟอร์มการเล่นของดาวเตะคนนี้ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นพิเศษ ด้วยอยากรู้ว่ามันเป็นอย่างไร ทำไม “หงส์แดง” ถึงอยากจะ “เอานะ” โดยเริ่มจากเกมที่ทีมเสือใต้ระเบิดถังขี้ บาร์เซโลน่า ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายนี่แหละกระทั่งเห็นฟอร์มการเล่นของดาวเตะผู้นี้แบบเต็มๆ ในเกมนั้น

 ขอสารภาพตามตรงว่าเส้นเลือดที่ขมับด้านซ้ายของผมมันปูดโปนออกมาโดยพลันพลางสบถถึงของเหลวในลำไส้อย่างหนักแน่นเป็นภาษาอังกฤษเพราะหากทีม ฟุตบอล  ลิเวอร์พูล ได้ตัวไปร่วมทีมจริงๆ คงต้องบ้วนคำหยาบออกมาอีกครั้งว่า…ชิบหาย
ฟุตบอล

แม้นฟอร์มการเล่นของ เตียโก้ อัลคันทาร่า จะไม่หวือหวาสร้างความน่าตื่นตาตื่นใจอะไรสักเท่าไหร่ แต่ผมพบว่าเขาเป็นผู้เล่นที่มีประโยชน์ต่อทีมของตัวเองอย่างมหาศาลด้วยช่วยให้เกมของไหลลื่นและเกิดความสมดุลย์บรรลัย

จัดอยู่ในประเภท “ปิดทองหลังพระ” อีกคนของวงการ

หลังจากนั้นก็ตามดูฟอร์มของดาวเตะผู้นี้เรื่อยมาในอีก 2 นัดของรอบตัดเชือก และชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ประโยชน์ของ เตียโก้ อัลคันทาร่า ยิ่งคมชัดและประจักษ์แก่สายตามากขึ้นจนเกิดอาการพ่อไม่เข้าใจตุ้มว่าในฤดูกาลนี้เขาหลุดจากตำแหน่งตัวจริงของ บาเยิร์น มิวนิค ไปได้อย่างไร

“เตียโก้” คือลูกหม้อของ บาร์เซโลน่า นะครับ

เขาเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจากประเทศแม่อย่าง บราซิล มาอยู่กับ บาร์ซ่า ตอนหัดสไลด์หนอนใหม่ๆ บนวัย 14 ขวบ ก่อนจะถูกส่งลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ตอนอายุเพียง 18 ขวบเท่านั้น

ณ ขณะนั้น “เตียโก้” ได้ชื่อว่าเป็นดาวรุ่งที่พุ่งแรงคนหนึ่ง แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่เบียดแย่งตำแหน่งตัวจริงกับ เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, ชาบี เอร์นานเดซ และอันเดรส อินเนียสต้า

นั่นน่าจะเป็นเหตุผลให้เขาเลื้อยตูดไปอยู่สวมเครื่องแบบเสือใต้ในปี 2013 โดยก่อนหน้านั้นเคยตกเป็นข่าวว่าจะย้ายไปสวมเครื่องแบบปีศาจแดง ตอนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังคงเป็นผู้จัดการทีม

เรียนตามตรงว่าตอนนั้นเด็กผีผู้มีอาการทางจิตเล็กน้อยอย่างผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นหรือจั๊กแหล่นอะไร เนื่องเพราะไม่เคยเห็นฟอร์ม ไม่เคยรู้จัก และไม่ทราบข้อมูลของดาวรุ่งผู้นี้มาก่อน – รู้เพียงคร่าวๆ ว่าเขาเกิดที่ อิตาลี ด้วยตอนที่ลืมตามาชำเลืองดูโลก คุณพ่อของเขาที่เป็นถึงอดีตผู้เล่นทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์โลก 1994 ชื่อ “มาซินโญ่” กำลังประกอบอาชีพค้าแข้งอยู่กับ เลชเช่ ในกัลโช่ เซเรีย อา

ผู้เป็นบิดาอย่าง มาซินโญ่ นี่ผมพอจะรู้จักบ้างนะครับ เพราะตอนเป็นนักข่าวบนกองบัญชาการซอคเก้อร์ใหม่ๆ ทัวร์นาเมนต์แรกที่ต้องเฝ้าติดตามพลางทำการวิจารณ์เกมการแข่งขันลงบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ คือ เวิลด์ คัพ 1994 ที่ สหรัฐ อเมริกา เป็นเจ้าภาพ

พี่แกเป็นมิดฟิลด์ตัวกลางของทีมเซเลเซา แถมยังเป็น 1 ใน 3 ผู้เล่นที่แสดงท่าดีใจ “อุ้มลูก” บรรลือโลกร่วมกับเพื่อนร่วมทีมอย่าง เบเบโต้ และ โรมาริโอ ในการศึกครั้งนั้น

บุตรชายอีกคนของ มาซินโญ่ มีชื่อว่า ราฟาเอล อัลคันทาร่า โด นาสซิเมนโต้ หรือ “ราฟินญ่า” ที่ตอนนี้เป็นผู้เล่นของ บาร์เซโลน่า นั่นแหละ เขาเป็นน้องชายของ “เตียโก้” ที่เผลอแป๊ปเดียวอายุ 29 แล้วนะครับ

ดาวเตะวัย 29 ผู้นี้อยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค มานานถึง 7 ฤดูกาล คว้าแชมป์บุนเดสลีกา 7 สมัย เดเอฟเบ โพคาล 4 สมัย และล่าสุดคือแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรป โดยลงเล่นให้ทีมพี่เสือทั้งหมด 235 นัด ทำได้ 31 ประตู

รายงานข่าวกล่าวว่าเขายังไม่ยอมต่อสัญญาฉบับใหม่กับต้นสังกัด บวกกับอายุที่มากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ค่าตัวของเขาไม่รุนแรงมากนัก หาก ลิเวอร์พูล อยาก “เอานะ” ต้องจ่ายค่าเสียหายประมาณ 30 ล้านปอนด์เท่านั้นเอง

เจอร์เก้น คล็อปป์ ขึ้นชื่ออยู่แล้วนะครับ เรื่องการซื้อตัวผู้เล่นในราคาไม่แพง แล้วเสกให้กลายเป็นดาวเตะระดับร้อยล้านปอนด์ในภายหลัง ผิดกับคู่แค้นตลอดชาติของพวกเขาที่ช่วงหลังชอบซื้อตัวผู้เล่นในราคาแพงๆ แล้วค่าตัวดันถูกลงซะอย่างนั้น 5555

โม ซาล่าห์, ซาดิโอ มาเน่ และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เหล่านี้ล้วนถูกลากเข้ามาที่ แอนฟิลด์ ในราคาไม่แพงสักเท่าไหร่ ทว่าถ้าจะขายในตอนนี้ต้องมีไม่ต่ำกว่า 80 ล้านปอนด์

แล้วถ้า ลิเวอร์พูล สามารถกระชาก เตียโก้ อัลคันทาร่า มาร่วมทีมได้สำเร็จ มันจะชิบหายอย่างไร ???

เพียงแค่ 3 นัดล่าสุดที่ได้ดู บาเยิร์น มิวนิค ทำการชำเราคู่แข่งแบบเต็มๆ ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบน็อคเอาต์ ผมพบว่าตำแหน่งการเล่นของเขาก็คือมิดฟิลด์ตัวรับนี่แหละ แต่เป็นมิดฟิลด์ตัวรับสมัยใหม่ที่พากย์ภาษาอังกฤษว่า “ดีพ ไลน์อิ้ง เพลย์เมคเกอร์” อันกำลังเป็นที่นิยมในฟุตบอลสมัยใหม่

สิ่งที่เห็นคือ…

    1. เขาจะยืนต่ำอยู่หน้าแผงแบ็คโฟร์แล้วคอยรอรับบอลมาทำเกม โดยจะเคลื่อนตัว เพื่อหาที่ว่างตลอดเวลาเสมอหนึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของทีม

2. เมื่อได้บอลแล้วก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในจังหวะนั้นว่าจะครองบอลอยู่กับตัว – จับแล้วจ่ายเลย – เล่นจังหวะเดียว หรือดึงจังหวะช้า แถมเวลาโดนคู่แข่งบีบเข้าหาเร็วก็จะสวิตช์บอลข้ามฟากหนีการเพรสซิ่งได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยมีการวางบอลยาวที่แม่นยำ

3. ในเกมรับ เขาไม่ได้วิ่งพล่านพลางบดบี้ทำลายเกมคู่แข่งอย่างบ้าคลั่ง แต่จะอาศัยการอ่านเกม เพื่อดักสกัด ก่อนจะเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกได้ทันที

เรียกว่าใช้สมองมากกว่าพละกำลังในการเล่น ซึ่งลักษณะการเล่นก็จะคล้ายๆ ปอล ป็อกบา นี่แหละ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ “เตียโก้” มีความฉลาดเล่นมากกว่า

นักเตะแบบนี้ช่วยให้เกมลื่นไหลและสมดุลย์

หากย้ายไปสวมเครื่องนุ่งห่มหงส์แดงจริงๆ แดนกลางของ ลิเวอร์พูล จะมีมิติที่ล้ำลึกมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม

สไตล์การเล่นของ เตียโก้ อัลคันทาร่า ก็มีความละม้ายคล้ายคลึงกัปตันทีมหงส์แดงอย่าง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่ฟอร์มการเล่นไม่หวือหวาหมาเห่า แต่เพียบด้วยประโยชน์อยู่เหมือนกัน

แต่ผมมองว่าคลาสส์ของ “เตียโก้” นั้นเหนือกว่า “เฮนโด้”

บางทีจุดนี้แหละที่อาจทำให้ ลิเวอร์พูล ยังตัดสินใจไม่ได้จนข่าวนี้เงียบหายไปได้สักระยะหนึ่งแล้ว

เพราะ ลิเวอร์พูล มีผู้เล่นตัวหลักในแดนกลางอย่าง ฟาบินโญ่ เป็นตัวรับคอยตัดเกมและทำลายจังหวะของคู่แข่ง ขณะที่ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นตัวคุมจังหวะ คอยเชื่อมเกมให้มันไหลลื่นอยู่แล้ว หากมี เตียโก้ อัลคันทาร่า อีกคนมันอาจจะเหมือนกันเกินไปหน่อยหรือเปล่า

ที่แน่ๆ หาก ลิเวอร์พูล ได้ตัวไปจริงๆ อย่างที่บรรดาเด็กหงส์ต้องการ มันก็จะช่วยยกระดับของเกมในแดนกลางได้เยอะเลย และแน่นอนว่าพวกเขาจะกลายเป็นทีมที่น่าขามเกรงมากยิ่งขึ้น

เว็บ สมัคร เอเย่นต์ holiday ล่าสุดหลังจากที่ข่าวกับหงส์แดงปลิวหายไปกับสายลมและแสงแดดที่แผดเผา

ปีศาจแดงก็เดินถือสามง่ามโผล่ออกมาแสยะยิ้มพลางโขยกบั้นเด้าด้วยความเร็วปานกลาง ครวญครางว่า…กูจะเอา…กูจะเอา อิอิอิ

พลิกโฉมทีม ฟุตบอล !เดอะซันคาดการณ์11ตัวจริงบาร์เซโลน่ายุค”โรนัลด์ คูมัน”

ฟุตบอล

 ถึงแม้ยังไม่มีการประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ท่านประธาน โจเซป มาเรีย บาร์โตเมว คอนเฟิร์มแล้วว่า กุนซือคนใหม่ของทีม ฟุตบอล บาร์เซโลน่า คือ โรนัลด์ คูมัน ตำนานกองหลังเท้าหนักของสโมสร ซึ่งการก้าวเข้ามาคุมทีมแทน กีเก้ เซเตียน ของ คูมัน นั้น ถือว่าน่าสนใจทีเดียว เพราะดูแล้วน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายภายในทีม โดยเฉพาะเรื่องขุมกำลัง หลังจากที่พวกเขากระเด็นตกรอบก่อนรองฯ ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แบบหมดสภาพ ด้วยการแพ้ บาเยิร์น มิวนิค ด้วยสกอร์ถึง 2-8 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คูมัน จะเน้นใช้ระบบการเล่น 4-3-3 ตามประเพณีถนัดของ บาร์เซโลน่า อย่างแน่นอน หลังจากที่ เซเตียน ฝืนธรรมชาติใช้ระบบ 4-4-2 ในเกมโดน บาเยิร์น กระซวก และนี่คือโฉมหน้าทีม ฟุตบอล ตัวจริงของ บาร์เซโลน่า ยุค คูมัน ที่เราอาจจะเห็นกันในฤดูกาล 2020/21 จากการคาดการณ์ของ เดอะ ซัน สื่อชื่อดังของอังกฤษ

ฟุตบอล

 – ผู้รักษาประตู : มาร์ค-อันเดร แทร์ สเตเก้น
แม้เพิ่้งโดน บาเยิร์น กดไป 8 ตุง แต่ตำแหน่งนายทวารมือหนึ่งยังไงก็ยังต้องเป็น แทร์ สเตเก้น เหมือนเดิม เพราะเขายังคงเป็นโกลระดับท็อปของโลกในยุคปัจจุบัน แต่น่าเสียดายที่ช่วงต้นซีซั่น เขาไม่สามารถช่วยทีมได้ เพราะต้องใช้เวลาพักฟื้นร่างกาย หลังเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่าขวา ซึ่งคาดว่าน่าจะกลับมาช่วยทีมได้ช่วงเดือนพฤศจิกายน

 – แนวรับ : เนลซอน เซเมโด้, เอริค การ์เซีย, เคราร์ด ปิเก้, จอร์ดี้ อัลบา
ฟูลแบ็กฝั่งขวา-ซ้าย ยังคงเป็น เซเมโด้ กับ อัลบา แต่คู่เซนเตอร์แบ็กอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง โดย ปิเก้ ยังเป็นตัวหลักเหมือนเดิม แต่คู่ขาคราวนี้อาจจะเป็น การ์เซีย ที่ บาร์เซโลน่า หวังดึงตัวกลับมาจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งดูแล้วไม่น่าใช่เรื่องยาก เพราะ ปราการหลังวัย 19 ปี ซึ่งเป็นผลผลิตจาก ลา มาเซีย กระสันที่จะรีเทิร์นถิ่น คัมป์ นู อยู่แล้ว

 – แดนกลาง : เฟรงกี้ เดอ ยอง, มิราเล็ม เปียนิช, ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค
ผู้เล่นตัวเก๋าๆ อย่าง เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ และ อีวาน ราคิติช ไม่น่าจะมีอนาคตในยุคของ คูมัน และในทางกลับกัน ด้วยการที่เป็นชาวดัตช์เหมือนกัน และเคยร่วมงานกันในทีมชาติฮอลแลนด์มาแล้ว ทำให้ในรายของ เดอ ยอง น่าจะกลายเป็นแกนหลักในแดนกลางของ บาร์ซ่า ชุดนี้

ส่วนมิดฟิลด์ตัวซ้ายน่าจะเป็น ฟาน เดอ เบค ดาวเตะ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่หลายๆ สื่อมองว่า นี่คือนักเตะคนแรกๆ ที่ คูมัน หวังกระชากตัวมาร่วมทีม ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้จริง

ก็จะทำให้ ฟาน เดอ เบค กับ เดอ ยอง ได้เล่นด้วยกันอีกครั้งในระดับสโมสร ส่วนมิดฟิลด์ตัวกลางที่คอยคอนโทรลเกมคือ เปียนิช ที่สโมสรปิดดีลคว้าตัวมาจาก ยูเวนตุส (ย้ายสลับขั้วกับ อาร์ตูร์ เมโล่)

 – ตัวรุก : ลิโอเนล เมสซี่, เลาตาโร่ มาร์ติเนซ, ริชาร์ลิซอน
ตัวหลักในแดนหน้ายังไงก็หนีไม่พ้นกัปตัน เมสซี่ ส่วนหัวหอกอย่าง หลุยส์ ซัวเรซ คงไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ คูมัน และน่าจะเก็บข้าวของอำลาถิ่น คัมป์ นู ในช่วงซัมเมอร์นี้เลย

เว็บ วิธีเล่น holiday palace บอกว่าเพราะเหลือสัญญาอีกแค่ปีเดียว และคนที่จะก้าวเข้ามายืนหอกแทนคือ มาร์ติเนซ ดาวยิง อินเตอร์ มิลาน ที่มีข่าวเกี่ยวโยงกับสโมสรมานาน และน่าจะเป็นตัวเลือกที่สโมสรคงจะจริงจัง

หลังจากที่เจ้าตัวเพิ่งโชว์ฟอร์มสุดโดดเด่น ทำ 2 ตุง กับ 1 แอสซิสต์ ในเกม ยูฟ่า ยูโรปา ลีก รอบตัดเชือก ที่ทัพ “งูใหญ่” ยำ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ค 5-0 เมื่อคืนวันจันทร์ ส่วนตัวรุกฝั่งซ้ายเป็น

ริชาร์ลิซอน ซึ่งอาจจะเซอร์ไพรส์ แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะ บาร์เซโลน่า เคยมีข่าวเกี่ยวโยงกับนักเตะคนนี้มาแล้วในช่วงต้นฤดูกาลล่าสุด และน่าจะเป็นนักเตะที่ตรงสเปคของ คูมัน ด้วย

7 แข้งเตรียมตบเท้าตาม อเล็กซิส ซานเชซ อำลา ทีม ฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ฟุตบอล

ทีม ฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาโม่เกือกในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง และแน่นอนว่าพวกเขาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการถ่ายเลือดใหม่ เพื่อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งในพรีเมียร์ลีก และโทรฟี่ “บิ๊กเอียร์” ฉะนั้นการขายและการเสริมทัพเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ

โอเล่ กุนนาร์ โซลชาย นายใหญ่ชาวนอร์เวย์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต้องการสร้างความแข็งแกร่งในเชิงลึกให้กับขุมกำลังของทีม ฟุตบอล  และต้องการที่จะนำทีมกลับมาอยู่ในระดับท็อปของวงการฟุตบอลสโมสรยุโรป ดังนั้น “ปีศาจแดง” จำเป็นต้องพร้อมในทุกๆ ตำแหน่ง

ฟุตบอล

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาพร้อมที่จะทุ่มเงินในช่วงซัมเมอร์นี้เพื่อหากผู้เล่นคุณภาพดีมาร่วมทีม และการทำแบบนั้นหมายความว่านักเตะบางคนที่อยู่ในทีมจำเป็นต้องถูกขายทิ้งไป อย่างในกรณีของ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ทำผลงานได้ดีในการเล่นแบบยืมตัวกับ อินเตอร์ มิลาน และมีแววจะได้ย้ายไปอยู่กับทัพ “งูใหญ่” ถาวร

นอกจาก หัวหอกทีมชาติชิลี ที่เตรียมเก็บข้าวของออกจากถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แล้ว ยังมีแข้ง “ผีแดง” อีกอย่างน้อย 7 รายที่พร้อมออกไปหาโอกาสใหม่ให้กับตัวเอง

คริส สมอลลิ่ง 

กรณีของ คริส สมอลลิ่ง ก็เหมือนกับ ซานเชซ เพราะนักเตะถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวที่ประเทศอิตาลี และเขาก็ทำผลงานได้ดีเยี่ยมในการคุมแนวรับให้กับ “หมาป่าเหลืองแดง” โรม่า ทำให้ตอนนี้มีความเป็นไปได้สูงที่เขาอาจจะเลือกอยู่หม่ำพิซซ่าที่ดินแดนรองเท้าบูทแบบถาวร

ผลงานของ สมอลลิ่ง ต้องบอกว่าดีเกินคาด เพราะช่วยทำให้เกมรับของ “จัลโล่รอสซี่” เหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น และด้วยเหตุนี้ทำให้ โรม่า แสดงความต้องการที่จะเก็บเขาเอาไว้กับทีมแบบถาวร อย่างไรก็ตามการจะได้ เซนเตอร์แบ็กชาวอังกฤษ รายนี้มาร่วมทัพคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวังที่จะได้ค่าตัวของนักเตะให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะสโมสรไม่ต้องการ สมอลลิ่ง อีกแล้ว เนื่องจากตอนนี้คู่เซนเตอร์แบ็กอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ กับ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ ทำผลงานได้อย่างสุดยอด ขณะเดียวกัน อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ก็มีอนาคตกับทีม

ฉะนั้นคงยากที่จะเห็น สมอลลิ่ง กลับมาทวงตำแหน่งคืนได้ และการย้ายทีมแบบถาวรน่าจะสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสโมสรกับนักเตะ

อันเดรียส เปเรยร่า

ต้องยอมรับว่าตอนนี้ อันเดรียส เปเรยร่า แทบจะหมดอนาคตใน “โรงละครแห่งความฝัน” หลังจากการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส จอมทัพทีมชาติโปรตุเกส ซึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับทัพ “ปีศาจแดง” นับตั้งแต่ที่ย้ายมาอยู่กับทีมเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

แฟร์นันด์ส สร้างผลงานดีมีคุณภาพกับทัพ “เร้ด เดวิลส์” เพราะการมาของเขาช่วยยกระดับฟอร์มการเล่นของทีมอย่างเห็นได้ชัด และแน่นอนว่าหนึ่งในการที่ทีมติดอันดับ 3 ของตารางคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็มาจากความสุดยอดของดาวเตะเลือดฝอยทอง

ที่สำคัญ แฟร์นันด์ส ยังเล่นเข้าขากับ ปอล ป็อกบา ซึ่งหายเจ็บกลับมาช่วยทีมในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่นนี้ ทำให้ตอนนี้ทั้งสองคนถือเป็นผู้เล่นแห่งอนาคตในการปั้นเกมบุกให้กับ “ปีศาจแดง” ฉะนั้นคงเป็นเรื่องยากที่ เปเรยร่า จะสอดแทรกระหว่างสองคนนี้

ด้วยข้อจำกัดในเรื่องโอกาสลงสนาม นั่นทำให้ เปเรยร่า จำเป็นต้องที่จะต้องมองหาโอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องกับสโมสรอื่นดีกว่าที่จะถูกจับดองในซุ้มม้านั่งสำรอง

มาร์กอส โรโฮ

ซานเชซ กับ สมอลลิ่ง ไม่ใช่สองนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้นที่ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัว โดย มาร์กอส โรโฮ กองหลังชาวอาร์เจนไตน์ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกส่งไปเล่นกับ เอสตูเดียนเตส สโมสรในลีกบ้านเกิด และดูเหมือนนักเตะจะอยู่โยงกับที่นั่นซะด้วย

หากมองจากความเป็นจริง กองหลังเลือดฟ้าขาว แทบไม่เหลืออนาคตใน “เธียเตอร์ ออฟ ดรีม” แล้ว เพราะนักเตะไม่ได้มีชื่ออยู่ในแผนการทำทีมของ โซลชา ที่สำคัญกรณีของเขาก็เหมือนกับ สมอลลิ่ง เพราะที่ว่างในแผงหลังของ “ผีแดง” ไม่มีให้เขาอีกต่อไป

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า โรโฮ ไม่ใช่นักเตะแห่งอนาคตของพวกเขาอีกต่อไปแล้ว เพราะทีมไม่สนใจที่จะขยายสัญญากับเขา ฉะนั้นนี่คงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า “เร้ด เดวิลส์” ไม่ต้องการให้เขาอยู่กับสโมสรอีกต่อไป

ดีโอโก้ ดาโลต์

สำหรับ ดีโอโก้ ดาโลต์ ถือเป็นนักเตะที่ โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือแมนฯ ยูไนเต็ด ชื่นชอบมากๆ และเป็นคนที่ดึงนักเตะมาเสริมแกร่ง อย่างไรก็ตามเจ้าตัวแทบไม่ค่อยได้ลงสนามเพราะดันมีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บบ่อยๆ ทำให้เขาต้องพลาดโอกาสในการพัฒนาฝีเท้า

ฟิล โจนส์

สำหรับฟิล โจนส์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่อยู่รับใช้สโมสรมายาวนานที่สุดในชุดปัจจุบัน แต่ด้วยผลงานของเขาในช่วงที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าเวลาของเขากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใกล้จะถึงวันหมดอายุซะแล้ว เพราะผลงานในช่วงที่ผ่านมา ไม่ถูกจริตสาวก “เร้ด อาร์มี่” และ โซลชา ด้วย

กองหลังชาวอังกฤษ แทบไม่ได้ลงสนามในฤดูกาลนี้ และตอนนี้เขาเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าหากอยากจะมีอนาคตในการเล่นฟุตบอล คงจำเป็นต้องออกไปหาโอกาสกับทีมอื่นๆ เพราะตอนนี้นักเตะแทบจะโดนเมินจาก โซลชา ที่สำคัญหากสโมสรซื้อเซนเตอร์แบ็กคนใหม่เข้ามาร่วมทีม งานนี้ โจนส์ รู้ทันทีว่าคงไม่มีที่ว่างสำหรับเขาอีกแล้ว

หากในกรณีที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาย โจนส์ ไปจริงๆ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรเลย เนื่องจากพวกเขามี อั๊กเซล ตวนเซเบ้ ที่สามารถทำหน้าที่กองหลังแทน โจนส์ ได้สบายๆ ฉะนั้นสถานการณ์ของเขาในเวลานี้ก็คือการอำลาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังอยู่กับทีมมานาน 9 ปี

เซร์คิโอ โรเมโร่

ทุกๆ สายตากำลังจับจ้องตำแหน่งผู้รักษาประตูของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพราะสถานการณ์ของ ดาบิด เด เคอา ในเวลานี้ไม่ค่อยโสภาสถาพร เนื่องจากความผิดพลาดของเขาทำให้มือ 1 ที่เคยครอบครองเอาไว้เป็นการถาวร เริ่มค่อยๆ สั่นคลอนขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงซัมเมอร์นี้ ดีน เฮนเดอร์สัน โกลฟอร์มหนึบ กลับมาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นเขาคือผู้ท้าชิงอันดับ 1 ในการแย่งเบอร์ 1 จาก เด เคอา ส่วน เซร์คิโอ โรเมโร่ ที่มักจะโดนมองข้ามเป็นประจำ คงถึงเวลาที่จะต้องมองหาโอกาสใหม่ๆ ของตัวเองได้แล้ว

เจสซี่ ลินการ์ด

เว็บ viva9988 สมัคร บอกว่าแม้ว่า เจสซี่ ลินการ์ด จะยิงประตูในเกมสุดท้ายของศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ก็ตาม และหลายคนมองว่าสิ่งนี้จะช่วยให้เขาได้อยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ต่อไป แต่มีรายงานออกมาเป็นระลอกว่าสโมสรอาจจะต้องขายเขา เพื่อระดมทุนในการเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้

“ปีศาจแดง” จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินค่อนข้างสูงในการเสริมทัพ เพราะนักเตะที่พวกเขาเล็งเอาไว้อย่าง เจดอน ซานโช ปีกจอมพลิ้ว “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กับ แจ็ค กรีลิช กองกลางกัปตันทีม “สิงห์ผงาด” แอสตัน วิลล่า มีค่าตัวไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

โป๊ปหนึบจัด! 5 ประเด็นร้อนหลังทีม ฟุตบอล ลิเวอร์พูลแค่แบ่งแต้มเบิร์นลี่ย์

ฟุตบอล

ทีม ฟุตบอล “หงส์แดง” ทำสามแต้มหล่นในรังแอนฟิลด์เป็นครั้งแรกในฤดูกาลนี้แล้วหลัง เบิร์นลี่ย์ ทำเซอร์ไพรซ์ด้วยการไล่ตีเสมอในครึ่งเวลาหลัง เป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงเข้ามากมายแต่ต้องชมทาง เบิร์นลี่ย์

ที่เล่นเกม ฟุตบอล รับอย่างเหนียวแน่นพร้อมกับใช้โอกาสจบสกอร์ในเกมรุกอย่างคุ้มค่า ผลการแข่งขันนี้ก็ทำให้โอกาสทำลายสถิติ 100 แต้มเริ่มยากขึ้นแล้ว เรามาดูประเด็นในเกมนี้กัน

ฟุตบอล

 

1.กองหน้าต้องเสริม

    ถือเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล ใช้โอกาสยิงประตูเปลืองมากโดยเฉพาะสามประสานแนวรุก สำหรับเกมนี้ “หงส์แดง” มีโอกาสยิงถึง 23 ครั้งและยิงตรงกรอบมากถึง 9 ครั้ง แต่เปลี่ยนเป็นประตูได้แค่ลูกเดียวเท่านั้น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่กำลังลุ้นดาวซัลโวหลังจากซัดไปทั้งหมด 19 ประตูเป็นคนที่น่าจะมีสกอร์ในเกมนี้เหลือเกินจากโอกาสยิงถึง 6 ครั้ง

ด้าน โรแบร์โต้ ฟีมีร์โน่ ยังคงโดนอาถรรพ์แอนฟิลด์เล่นงานต่อเนื่อง ความจริงกองหน้าชาวบราซิลมีโอกาสทองแต่น่าเสียดายที่ลูกยิงของเขาดันไปชนเสาจึงทำให้ยังยิงประตูในบ้านฤดูกาลนี้ไม่ได้เสียที ขณะที่เกมนี้ ซาดิโอ มาเน่ อาจจะไม่ได้มีโอกาสมากแต่เน้นปั้นเกมให้เพื่อนเป็นหลัก

น่าสนใจว่าในวันที่สามประสานต่างจบสกอร์กันไม่คม เมื่อหันมามองที่ตัวสำรองแต่ละคนก็ยากที่จะฝากความหวังให้ลงมาเปลี่ยนเกมไม่ว่าจะเป็น ดิว็อค โอริกี้ หรือ ทาคูมิ มินามิโนะ ไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้ คล็อปป์ จะเล็งคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ เข้ามาในทีม ทว่าเมื่อเป้าหมายนี้พลาดไปก็ยังไม่มีข่าวกับกองหน้าคนไหนเลย นี่ถือเป็นจุดอ่อนที่ คล็อปป์ จำเป็นต้องแก้ไขหากจะป้องกันแชมป์ให้ได้ในฤดูกาลหน้า

2.โป๊ปหนึบจัด

    ที่เกมนี้ “หงส์แดง” ใช้โอกาสเปลืองส่วนหนึ่งเลยต้องชมผู้รักษาประตูของ เบิร์นลี่ย์ อย่าง นิค โป๊ป ที่ช่วยให้ทีมไม่เสียประตูอยู่หลายครั้ง โดยเขาเซฟไปทั้งหมด 9 ครั้งในเกมนี้ โดยเฉพาะลูกยิง 2 ครั้งของ ซาลาห์ ในครึ่งแรกที่น่าเป็นประตูเหลือเกินแต่ต้องปรบมือให้ความสุดยอดของ นิค โป๊ป น่าเสียดายที่เกมนี้เขาอดเก็บคลีนชีทจึงทำให้สถิติไม่เสียประตูยังอยู่ที่ 14 นัดแต่ยังครองเป็นผู้นำของนายด่านพรีเมียร์ลีกอยู่ ถือเป็นตัวเต็งที่ได้จะได้รางวัลถุงทือทองคำในฤดูกาลนี้

สิ่งที่น่าสนใจคือหากเล่นด้วยฟอร์มแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆจนฤดูกาลหน้า มีโอกาสจะเบียดมือหนึ่งทัพ “สิงโตคำราม” อย่าง จอร์แดน พิคฟอร์ด เป็นตัวสำรองเลยก็เป็นได้ โดย โป๊ป ถือเป็นมือสองในทีมของ แกเร็ธ เซาธ์เก็ต อยู่แล้วและด้วยประสบการณ์และฟอร์มที่ยอดเยี่ยมในตอนนี้ เราอาจได้เห็นเขาลงเฝ้าเสาในฟุตบอลยูโรปีหน้า

3.โจนส์ต้องเด็ดขาด

    เป็นดาวรุ่งที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ หมายมั่นปั้นมือว่าจะขยับมาทีมชุดใหญ่แบบเต็มตัวในฤดูกาลหน้าหลังจากโชว์ฟอร์มน่าประทับใจในหลายๆเกม ฤดูกาลนี้กองกลางวัย 19 ปียิงประตูชัยในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ในศึกเอฟเอ คัพ แถมยังยิงใส่ ชรูวส์บิวรี่ อีกหนึ่งประตูก่อนจะได้โอกาสสัมผัสเกมพรีเมียร์ลีกเป็นนัดที่สามในซีซั่นนี้พร้อมกับยิงประตูปิดกล่องใส่ แอสตัน วิลล่า

เกมกับ เบิร์นลี่ย์ เจ้าตัวได้ออกสตาร์ทตัวจริงเป็นครั้งแรกในลีกฤดูกาลนี้ และทำผลงานเข้าตาแม้จะไม่สามารถช่วยทีมให้ชนะได้ก็ตาม โจนส์ เป็นคนที่หาตำแหน่งได้ดีในเขตโทษและเล่นด้วยความมั่นใจ กล้าเล่นกล้าลุย ทำชิ่งกับแนวรุก กลายเป็นกองกลางที่สัมผัสบอลเยอะที่สุดในสนาม สิ่งที่เจ้าตัวอาจต้องติวเพิ่มคือความเด็ดขาดในการปิดสกอร์เพราะมีโอกาสยิงงามๆ 2-3 หนแต่เปลี่ยนเป็นประตูไม่ได้ อย่างไรก็ตามถือเป็นนักเตะที่มีอนาคตไกลแน่นอน ต้องมาริดูกันว่าฤดูกาล โจนส์ จะได้ฉายแสงในพรีเมียร์ลีกหรือไม่?

4.เบิร์นลี่ย์มีลุ้นฟุตบอลยุโร

    ถือเป็นทีมที่น่าจับตามองเหลือเกิน แม้ว่าจะไม่ได้มีเกมรุกที่สวยงามแต่การใช้บอลสไตล์โยนยาวแบบโบราณยังคงได้ผลเสมอ การแบ่งแต้มที่แอนฟิลด์ถือเป็นหนึ่งแต้มสำคัญที่ยังทำให้พวกเขามีลุ้นคว้าตั๋ว ยูโรปา ลีก ซึ่งพวกเขาเคยลงแข่งขันมาแล้วในฤดูกาล 2018-19

โดยตอนนี้พวกเขาอยู่อันดับที่ 9 ของตาราง มีแต้มเท่ากับอันดับ 8 อาร์เซน่อล ที่ 50 คะแนน ตามหลังอันดับ 7 วูล์ฟส์ อยู่ 2 คะแนน และอันดับ 6 อย่าง เชฟฯยู อยู่ 4 คะแนน หากแชมป์เอฟเอ คัพตกเป็นของทีมใดทีมหนึ่งในท็อปโฟร์ โควต้า ยูโรปา ลีก ก็จะตกเป็นของอันดับ 7 ด้วย งานนี้ เบิร์นลี่ย์ ถือว่าได้ลุ้นเต็มตัวกับ 3 นัดที่เหลืออยู่นั่นคือการเจอ วูล์ฟส์, นอริช และไบรท์ตัน

5.อดทำสถิติ

    เว็บ เล่น holiday palace ผ่าน iphone บอกว่าก่อนเกมนี้ ลิเวอร์พูล มีสถิติชนะในรังแอนฟิลด์ 100% เต็มในฤดูกาลนี้และเหลือเกมในบ้านอีกเพียงสองนัดเท่านั้น หากเก็บชัยได้หมด “หงส์แดง” จะทำสถิติเป็นทีมแรกที่คว้าชนะในบ้านทุกนัดนับตั้งแต่ ซันเดอร์แลนด์ ทำได้ในปี 1892 อย่างไรก็ตามประตูของ เจย์ โรดริเกซ ดับฝันทุกอย่าง นี่ถือเป็นการทำแต้มหล่นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2019

อย่างไรก็ตามสถิติ 100 แต้มของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงเป็นไปได้อยู่สำหรับ ลิเวอร์พูล แต่หลังจากนี้อีก 3 นัดพวกเขาต้องเก็บชัยชนะให้ได้ทั้งหมด โดยโปรแกรมที่เหลืออยู่คือการเจอกับ อาร์เซน่อล (เยือน), เชลซี (เหย้า) และนิวคาสเซิ่ล (เยือน) ซึ่งถือว่าหินทีเดียว มารอดูกันว่า “หงส์แดง” จะทุบสถิติได้หรอืไม่

ทีม ฟุตบอล “หงส์แดง”ที่ 2 แมนยู ยังห่าง ! คาดการณ์ 11 ตัวจริง “บิ๊กไฟว์”

ฟุตบอล

แม้ว่าฤดูกาล 2019/2020 จะยังไม่จบอย่างสมบูรณ์แบบก็ตาม แต่ตอนนี้บรรดา “บิ๊กไฟว์” เริ่มขยับตัวเพื่อทำการเสริมทัพกันแล้ว โดย ทีม ฟุตบอล เชลซี ดูเหมือนจะเป็นทีมที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในการคว้าแข้งดัง เพื่อหวังจะสั่นคลอนบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกของ ลิเวอร์พูล

ทีม ฟุตบอล “หงส์แดง” คงต้องเจอกับงานหนักในการป้องกันแชมป์ในฤดูกาลหน้า เพราะ อาร์เซน่อล, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พร้อมที่จะขับเคี่ยวกับทีมของกุนซือเจอร์เก้น คล็อปป์ อย่างเต็มที่ โดยพวกเขามีการเตรียมแผนเสริมทัพเมื่อตลาดพ่อค้าแข้งเปิดทันที

ฟุตบอล

แน่นอนว่าในช่วงซัมเมอร์นี้ ตลาดนักเตะคงครึกคักน่าดูเหมือนบรรดาเหล่า “บิ๊กไฟว์” มีการกาหัวนักเตะที่ต้องการเอาไว้แล้ว และพร้อมทุ่มอย่างเต็มที่เพื่อดึงตัวมาร่วมทีม ในขณะที่ “เดอะ เร้ดส์” ดูเหมือนว่าอาจจะไม่ได้ร่วมล่าพ่อค้าแข้งมากนัก เพราะหวังจะพึ่งดาวรุ่งพุ่งแรงของทีมมากกว่า

ส่วนแผนการเล่น และ 11 ผู้เล่นที่ “บิ๊กไฟว์” จะนำมาใช้ในฤดูกาล 2020/2021 เป็นยังไง “เดลี่ สตาร์” สื่อดังในอังกฤษ ได้ทำการคาดการณ์กันเอาไว้แล้ว แต่จะเป็นไปได้หรือไม่ ต้องมารอดูกันต่อไป

อาร์เซน่อล

ในช่วงซัมเมอร์นี้ อาร์เซน่อล คงมีการยกเครื่องกันน่าดู เพราะมีรายงานออกมาอย่างต่อเนื่องว่าพวกเขาอาจจะต้องเสีย ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง กองหน้าตัวเก่งออกไป หากสโมสรไม่สามารถคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาลหน้า

บาทีมีความเป็นได้ที่ หัวหอกชาวกาบอง วัย 31 ปีจะเลือกย้ายไปเล่นให้กับสโมสรที่มีลุ้นความสำเร็จในฟุตบอลถ้วยใบโตยุโรป อย่าง อินเตอร์ มิลาน ก็เป็นไปได้ ฉะนั้น มิเกล อาร์เตต้า กุนซือชาวสแปนิช จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เงินเพื่อสร้างทีมขึ้นใหม่ตามแบบฉบับที่เขาต้องการ

หนึ่งในนักเตะที่ อาร์เตต้า ชี้เป้าให้บอร์ดบริหารต้องเตรียมเขียนเช็คนั่นก็คือโธมัส พาร์เทย์ มิดฟิลด์ทีมชาติกานา “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด ในส่วนของแนวรับเป็นจุดที่น่ากังวลมากที่สุด แต่อย่างน้อยๆ “เดอะ กันเนอร์ส” ยังมี วิลเลียม ซาลิบา ที่กลับมาประจำสโมสรหลังทำผลงานดีเยี่ยมช่วงที่ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับ แซงต์-เอเตียน

ขณะที่ บูกาโย่ ซาก้า ที่สามารถเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง ก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมชุดใหญ่แน่นอนในฤดูกาลหน้า หลังนักเตะเซ็นขยายสัญญาฉบับใหม่ไปแล้ว ในส่วนของผู้เล่นที่จะเป็นกำลังสำคัญของทีมนั่นก็คือ นิโกล่าส์ เปเป้ น่าจะเป็นตัวความหวังของ อาร์เตต้า ในการไล่ล่าความสำเร็จ

สำหรับความเป็นไปได้ในการเสริมทัพตอนนี้ อาร์เซน่อล ตกเป็นข่าวว่าอยากได้ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เพลย์เมกเกอร์ส่วนเกินของ บาร์เซโลน่า ส่วนอีกตำแหน่งที่พวกเขาต้องการอย่างยิ่งนั่นก็คือหน้าเป้าเพื่อหวังมาแทน โอบาเมยอง โดยอาจจะเลือกดันดาวรุ่งอย่าง เอ็ดดี้ เอ็นเคเทียห์ ขึ้นมาเล่น หรือทุ่มเงินล่าตัว อองตวน กรีซมันน์ ซึ่งฟอร์มไม่แรงเลยในการเล่นกับ บาร์เซโลน่า ในซีซั่นแรก

เชลซี 

หลังจากโดนแบนตลาดซื้อขายนักเตะเมื่อปีที่ผ่านมา และไม่ได้ใช้เงินในเดือนมกราคมที่ผ่านมา นี้พวกเขาเริ่มขยับตัวมากขึ้น และทุ่มเงินพอสมควรเพื่อทำการเสริมทัพ  และตอนนี้ก็มีนักเตะชั้นนำเข้ามาสู่ทีมแน่นอนแล้ว 2-3 รายเพื่อหวังที่จะทวงความยิ่งใหญ่กลับคืนมา

วิลเลี่ยน กับ เปโดร คาดว่าคงจะโบกมือลาถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ หลังหมดสัญญาปัจจุบัน ขณะที่ ฮาคิม ซิเย็ค ปีก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม เป็นหนึ่งในสองนักเตะชั้นยอดที่ยืนยันแล้วว่าจะเข้ามาเติมเต็มเกมรุกของกุนซือแฟร้งค์ แลมพาร์ด ในฤดูกาลหน้า

นอกจากนี้ยังมี ติโม แวร์เนอร์ กองหน้าทีมชาติเยอรมนี ที่สามารถเล่นได้หลายตำแหน่งในแนวรุก ฉะนั้นมีความเป็นได้สูงมากๆ ที่ “แลมพ์ส” จะจับนักเตะไปยืนทำหน้าที่เป็นหน้าเป้า โดยมี แทมมี่ อับราฮัม กับ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ค่อยเป็นกำลังเสริม ส่วน ไค ฮาแวร์ตซ์ ดาวรุ่งพุ่งแรงเลือดด๊อยท์ช จาก ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น มีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่จะเดินตามรอยเท้าเพื่อนร่วมชาติอย่าง แวร์เนอร์ มาสวมชุด “สิงโตน้ำเงินคราม”

ตอนนี้พวกเขาเล็ง อ็องเดร โอนาน่า นายทวารอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้าย “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ และ กาเบรียล มากัลเญส เซนเตอร์แบ็กจาก ลีลล์โดยทั้ง 3 รายนี้มีข่าวกับ เชลซี เยอะมาก ฉะนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะย้ายมาเป็นลูกทีมของ แลมพาร์ด

ลิเวอร์พูล

เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยออกมาเปรยว่าด้วยความไม่แน่นอนในตลาดซื้อขายนักเตะเป็นเหตุผลที่ทำให้ แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้ คงยากจะกระโดดเข้าร่วมไล่ล่าแข้งใหม่ในช่วงซัมเมอร์นี้ ในขณะเดียวกันก็พร้อมให้โอกาสดาวรุ่งได้เจิดจรัสในทีมชุดใหญ่

ในขณะที่ ฟาบินโญ่ ยังคงได้รับความไว้วางใจจาก “บอส” ยืนเป็นตัวหลักในแผงกองกลาง 3 ตัว และอาจเป็นไปได้ที่พวกเขาจะมีชื่อของ  ติอาโก้ อัลกันตาร่า กองกลางเชิงสูงชาวสแปนิช จาก บาเยิร์น มิวนิค ทำหน้าที่เป็นจอมทัพในการปั้นเกมให้กับทีม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คาดหวังว่าจะมีการลงทุนอย่างหนักเพื่อสร้าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง หลังในฤดูกาลนี้พวกเขาเสียแชมป์ให้กับ ลิเวอร์พูล ที่สำคัญยังโดน “เดอะ เร้ดส์” ทำแต้มทิ้งห่างอย่างน้อยใน

เป้าหมายแรกของ “เรือใบสีฟ้า” ก็คือ ดาวิด อลาบา ซึ่งทำผลงานได้อย่างสุดยอดในยุคที่ “เป๊ป” อยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค โดยนักเตะเล่นได้หลายตำแหน่งในเกมรับทั้งแบ็กซ้าย หรือเซนเตอร์แบ็กก็ได้ ขณะเดียวกัน เอริค การ์เซีย จะทำหน้าที่คู่กับ เอมเมอริค ลาป๊อร์กต์

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 

เว็บ เล่น holiday palace ผ่าน iphone บอกว่าเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อพวกเขาได้ บรูโน่ แฟร์นันด์ส เข้ามาเสริมทัพ และ ดาวเตะชาวโปรตุกีส เปลี่ยนเกมของ “ปีศาจแดง” ไปอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญการประสานงานกับ ปอล ป็อกบา ยิ่งทำให้ทีมมีมิติในเกมรุกน่ากลัวมากยิ่งขึ้น

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นำ แมนฯ ยูไนเต็ด สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็นถึง 16 แมตช์ (ชนะ 12, เสมอ 4) จากทุกรายการที่ลงเล่น โดย “น้าลูกอม” ยังให้โอกาสแข้งในศูนย์ฝึกเยาวชนได้ก้าวขึ้นมาแจ้งเกิดอย่าง แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ น่าจะยึดตำแหน่งตัวจริงแบ็กซ้ายแทน ลุค ชอว์

“อ๋อ”ศักดา เจิมดี อดีตทีม ฟุตบอล ชาติชุดใหญ่และนักเตะชุดประวัติศาสตร์

ฟุตบอล

“อ๋อ”ศักดา เจิมดี อดีตทีม ฟุตบอล ชาติชุดใหญ่และนักเตะชุดประวัติศาสตร์เยาวชน 17 ปี ชิงแชมป์โลก ปี 1999 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ภายใต้การคุมทัพของ “น้าติ๊ก”สมชาติ ยิ้มศิริ ซึ่งเป็นชุดที่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของวงการฟุตบอลไทยหลังปรับโฉมทีมในรอบสุดท้ายของการลงเล่นชิงแชมป์โลก อดีตที่ผ่านมายอดแข้ง จาก อ.แกลง จ.ระยอง ถือว่าเป็นยอดนักสู้ชีวิตเขาเกิดในครอบครัวเกษตรกรอยากเป็นนักกีฬาเล่นกีฬาเกือบจะทุกๆประเภท โดยเฉพาะการเป็นนักมวยไทยช่วงวัยเด็กก่อนที่หนทางชีวิตจะนำพาไปสู่ฟุตบอลอาชีพและเส้นทางของทีมชาติไทย

การออกเดินทางตามล่าหาความฝัน “อ๋อ”ศักดา  เจิมดี เริ่มเดินหน้าลุยตั้งแต่อายุ 13 ปี ออกจากบ้านที่ระยองมุ่งหน้าสู่โรงเรียนแสนสุข จ.ชลบุรี ย่างก้าวเข้าสู่วัย 15 ปี ก็เป็นนักเตะโรงเรียนดังสวนกุหลาบวิทยาลัย  ไม่นานก็มีชื่อติดทีม ฟุตบอล เยาวชน 17 ปีไปชิงแชมป์โลกที่นิวซีแลนด์ และพัฒนาตัวเองสู่ทีมชาติชุดใหญ่ลงเล่นครบทุกรายการ

ฟุตบอล

 

หนุ่มวัย 30 กว่าจาก อ.แกลง จ.ระยอง รายนี้เป็นศิษย์เก่า รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 119 เล่นฟุตบอลอาชีพให้กับสโมสรในเมืองไทยสโมสรแรกและสโมสรเดียวอย่าง โอสถสภาฯ มาขณะที่วัยแค่ 17 ปีเท่านั้ ในยุคที่ฟุตบอลไทยยังไม่รุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้ที่นักเตะไม่ต้องบินไปข้ามน้ำข้ามทะเลไปค้าแข้งยังต่างแดน

นอกจากนั้นบนเส้นทางฟุตบอลอาชีพยังถือว่าเป็นลูกหม้อระดับตำนานของสโมสร”พลังเอ็ม”โอสถสภา ก่อนที่จะโยกไปค้าแข้งต่างแดนในเวียดนามกับสโมสรฮองอันยาลาย หนึ่งทศวรรษเศษพร้อมกับเรื่องราวฮือฮา!ถือพาสสปอร์ต 2 ใบ (เวียดนาม,ไทย) การถือสัญชาติเวียดนามครั้งนั้นเหตุผลหลักๆคือการเล่นฟุตบอลอาชีพที่เวียดนามเพราะลีกเริ่มมีการจำกัดโควตาต่างชาติ

การออกไปค้าแข้งต่างแดนหนึ่งทศวรรษเศษจากเงินเดือนหลักหมื่นก็เริ่มขยับไปถึงหลักแสนชีวิตนักฟุตบอลย่อมต้องวางแผนอนาคตให้ตัวเองและครอบครัว “อ๋อ”ทยอยนำเงินจากฟุตบอลมาซื้อที่ดินใน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ บ้านแฟนสาว 10 กว่าไร่  พร้อมกับลงทุนทำสวนปาล์มแบบจริงจัง จากที่ดินที่ตัวเองลงทุนซื้อ 10 กว่าไร่เศษ

บวกกับที่ดินของแฟนอีกจำนวนหนึ่งๆรวมๆแล้วสวนปาล์มแห่งนี้มีเนื้อที่ 30 ไร่เศษ คิดว่าตรงนี้จะเป็นแหล่งทำมาหากินหลังเลิกเล่นแบบจริงจัง  เงินที่ถูกเก็บมาตลอดชีวิตถูกแปรรูปเป็นสวนปาล์มไม่ใช่เพียงที่ดิน ยังต้องลงทุนพันธุ์,รถไถ จิปาถะในเรื่องของการวางระบบแม้ว่าจะค่อยๆจ่ายลงมารวมๆแล้วเงินที่เก็บไว้ก็แทบเกลี้ยงบัญชี

จำนวนเงินที่เทลงไป 10 ล้านเศษ ถูกฝากความหวังไว้กับสวนปาล์มมันคือทุ่งแห่งความฝัน แต่การทำธุรกิจการเริ่มต้นย่อมต้องเจออุปสรรคเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นคำว่ามือใหม่มีสิ่งต้องเรียนรู้มากมายจากที่คิดว่ามันจะออกดอกออกผลตามภาพที่คิดไว้กลับเป็นต้องเจอกับวิกฤตใหญ่เมื่อราคาปาล์มตกต่ำ

เงินที่ลงไปยังไม่ได้คืนแถมเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของอาชีพการค้าแข้งหลังเดินทางกลับมาจากเวียดนาม อะไรที่ไม่เคยทำก็ต้องทำให้หมดทั้งเรื่องของการขับรถไถ ,วางระบบสวน,ฉีดยาฆ่าแมลง,ศึกษาแนวทางสวนปาล์ม ฯทุกอย่างไหลรวมลงมาจนเกิดเป็นความเครียดเพราะยังไม่มีเม็ดเงินกลับคืนมาเงินที่ทยอยลงทุนไปกลัวมันจะหายไปกับตา สภาวะนั้นเครียดหนักคิดถึงคำว่าสิ้นเนื้อประดาตัว

แต่พอลำดับความคิดใหม่หลายๆอย่างค่อยๆคิดค่อยแก้ปัญหาที่ละจุดอันดับแรกย้อนคิดก่อนว่าเงินที่ลงไปแม้ว่าปาล์มจะไม่สำเร็จแต่ที่ดินก็ยังอยู่แถมมีครอบครัวคอยให้กำลังใจ โชคดีที่ได้เพื่อนรุ่นพี่มาช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับปาล์มเหมือนเทวดามาโปรดเลยบอกรายละเอียดทุกอย่างทั้งเรื่องของตลาด,การดูแลปาล์มที่ถูกโรคต่างๆเล่นงาน รวมไปถึงแนวคิดอื่นๆ

สุดท้ายประโยคหนึ่งที่ทำให้ผ่อนคลายคือ “การลงทุนคือความเสี่ยง” แต่ความเสี่ยงสามารถบริหารได้ด้วยวิธีการ จากแย่ๆจนแทบหมดตัวตอนนั้นก็ค่อยๆฟื้นขึ้นมาจนดีขึ้นถึงทุกวันนี้ตลาดปาล์มมีทางออกหลายอย่างนอกจากการขายพันธุ์ปาล์ม,เมล็ดปาล์ม ยังสามารถขายต้นสำหรับการจัดสวนราคาก็ขึ้นอยู่กับลักษณะต้นพันธุ์

เว็บ holiday palace casino & resort บอกว่าการเรียนรู้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำธุรกิจบางครั้งต้องใส่ใจทุกองค์ประกอบเช่นการทำสวนปาล์มยิ่งลงมือทำเราจะยิ่งเห็นปัญหาทุกปัญหามันค่อนข้างละเอียดต้องพร้อมสู้กับมันแล้วแก้ไขปัญหาไปเรื่อยๆ ถ้าใจเราไม่ยอมแพ้ทุกอย่างก็ไม่แพ้

5สโมสรทีม ฟุตบอล พรีเมียร์ที่มีโอกาสกลับมาเฉิดฉาย หลังกลับมาฟาดแข้ง

ฟุตบอล

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพรีเมียรืลีก อังกฤษ จะกลับมาลงฟาดแข้งนัก ฟุตบอล ได้อีกครั้งภายใต้ โปรเจ็กต์ รีสตาร์ท หลังจากที่เกมการแข่งขันถูกระงับมานานร่วม 2 เดือน เพราะเจอวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส “โควิด-19”

อย่างไรก็ตามการที่ศึก ฟุตบอล พรีเมียร์ลีกต้องปิดเบรกไปนั้นส่งผลเสียต่อหลายทีมที่กำลังทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่อาจทำให้ฟอร์มสะดุดไปหากกลับมาเตะอีกครั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายทีมที่ได้รับประโยชน์จากครั้งนี้เช่นเดียวกัน หลังจากบางทีมกำลังมีผลงานกำลังย่ำแย่ รวมถึงมีนักเตะตัวหลักที่ต้องบาดเจ็บไป

ฟุตบอล

นี่คือ 5 ทีมที่อาจพลิกวิกฤตเป็นโอกาสกลับมาโชว์ฟอร์มให้ดีอีกครั้งเมื่อ พรีเมียร์ลีก คัมแบ็ก

5.เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

    ทีม “ขุนค้อน” กลายเป็นอีกหนึ่งทีมที่สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นหลังจากพวกเขาเก็บชัยได้เพียงนัดเดียวจาก 9 นัดหลังสุดในลีกเท่านั้นและรั้งอันดับ 16 ของตารางโดยมี 27 แต้มเท่ากับ บอร์นมัธ ที่อยู่โซนตกชั้นแต่ลูกได้เสียดีกว่า โดยก่อนจะพักเบรกไปนั้นทีมของ เดวิด มอยส์ บุกไปแพ้ อาร์เซน่อล 0-1

อย่างไรก็ตามแม้ปัจจัยสำคัญที่ เวสต์แฮม ไม่ค่อยเก็บชัยชนะได้ในช่วงหลังคือการที่พวกเขาต้องกรำศึกหนักเจอแต่บรรดาทีมใหญ่ติดๆกัน ซึ่งแน่นอนว่าการพักเบรกไปจะเป็นการส่งผลดีต่อพวกเขาที่จะเรียกความมั่นใจกลับมา หลังจากทีมเต็มไปด้วยผู้เล่นฝีเท้าดีที่พร้อมเรียกฟอร์มเก่งช่วยทีมรอดตกชั้นให้ได้

4.เอฟเวอร์ตัน

    ก่อนจะพักเบรกไปทีม “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ต้องเจอศึกหนักมา 3 เกมรวดตั้งแต่แพ้ อาร์เซน่อล 2-3, เสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด 1-1 และปิดท้ายที่บุกไปโดน เชลซี ถล่ม 0-4 ซึ่งแน่นอนทำให้พวกเขาต้องเสียความมั่นใจไปเยอะทีเดียว ทั้งที่ก่อนหน้านั้น เอฟเวอร์ตัน กำลังอยู่ในฟอร์มที่ดีวันดีคืนนับตั้งแต่ได้ คาร์โล อันเล็อตติ มาเป็นกุนซือคนใหม่

กระนั้นก็ดี เอฟเวอร์ตัน ได้มีเวลาได้พักหายใจไปราว 2 เดือนในการเรียกความมั่นใจกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะกลับมาทำศึกเมอร์ซี่ไซด์ ดาร์บี้ กับ ลิเวอร์พูล คู่ปรับร่วมเมือง

3.แอสตัน วิลล่า

    ก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะประกาศเลื่อนการแข่งขันนั้นทีมของกุนซือ ดีน สมิธ กำลังอยู่ในช่วงผลงานย่ำแย่หนักแพ้ 4 เกมรวดในลีก โดยนัดล่าสุดบุกแพ้ เลสเตอร์ ซิตี้ ถึง 0-4 รั้งรองบ๊วยของตาราง พร้อมมีแต้มตามโซนปลอดภัย 2 แต้มแต่ยังมีเกมในมือมากกว่า 1 นัด

แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาฟอร์มทรุดหนักลงไปใน่วงหลังคืออาการบาดเจ็บของบรรดาแข้งตัวหลักอย่าง จอห์น แม็คกินน์, ทอม ฮีตัน และ เวสลีย์ โมราเอส ที่ต้องพักเป็นเวลานาน แต่ด้วยการที่ลีกประกาศเลื่อนออกไปนั้นจึงทำให้ทั้งสามรายมีโอกาสกลับมาช่วยทีมได้ทันอีกครั้งก่อนที่ฤดูกาลจะจบลงเพื่อให้ทีม “สิงห์ผงาด” อยู่รอดตกชั้นต่อไปให้ได้ในฤดูกาลนี้

2.ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์

    หลังทีมของกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในระหว่างปลายเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ จากการเก็บชัย 3 เกมรวดในลีก ซึ่งหลังจากนั้นพวกเขาก็สะกดคำว่าชนะไม่เป็น 6 เกมติดต่อกันทุกรายการ โดยเกมล่าสุดคือการบุกแพ้ แอร์เบ ไลป์ซิก ยับเยิน 0-3 กระเด็นตกรอบศึกชปล.เรียบร้อย ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของทีมอย่างชัดเจน ก่อนมีคิวเปิดบ้านรับมือ แมนฯ ยูไนเต็ด

จากผลงานดังกล่าวทำให้ “ไก่เดือยทอง” ต้องลุ้นเหนื่อยในการคว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลหน้า จากการรั้งที่ 8 ของตาราง มีแต้มตามอันดับ 5 อย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด 4 แต้ม แม้จะมีระยะห่างไม่มากนัก แต่ดูจากฟอร์ม และสภาพทีมตอนนี้คงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะแย่งพื้นที่กับแคนดิเดตที่เหลืออย่าง วูล์ฟแฮมป์ตัน, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด หรือ แม้ผู้ตามอย่าง อาร์เซน่อล

แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมผลงานย่ำแย่หนักคือนักเตะตัวหลักบาดเจ็บไปตามๆกันเริ่มตั้งแต่ แฮร์รี่ เคน, มุสซ่า ซิสโซโก้, ซน เฮือง มิน และ สตีเฟ่น เบิร์กไวจ์น ที่บางรายได้รับการคาดหมายว่าจะต้องหมดสิทธิ์ลงเล่นในฤดูดาลนี้ไปแล้ว และการกลับมาฟาดแข้งอีกครั้งจะทำให้ “ไก่เดือยทอง” กลับมามีสภาพทีมที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเป็นการหยุดพักเพื่อให้กลับมาคืนฟอร์มเก่งลุ้นคว้าตั๋วลุยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้

1.ลิเวอร์พูล

    แม้ทีมของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ จะจ่อเข้าป้ายคว้าแชมป์เต็มทีเนื่องจากเวลานี้ “หงส์แดง” ทำคะแนนทิ้งห่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 แต้ม และต้องการชัยชนะเพียงแค่ 2 เกม จาก 9 แมตช์ที่เหลืออยู่ ก็จะผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีที่รอคอยมานานถึง 30 ปีทันที

เว็บ holiday palace สมัคร บอกว่าอย่างไรก็ตามหากพูดถึงเรื่องฟอร์มการเล่นของทีมก่อนลีกจะประกาศพักการแข่งขันทัพ “เดอะ เร้ด” กำลังอยู่ในช่วงผลงานระส่ำ นับตั้งแต่เสียสถิติไร้พ่ายในเกมลีกให้กับ วัตฟอร์ด ซึ่งหลังจากนั้นก็ถูก เชลซี เขี่ยตกรอบ เอฟเอ คัพ ก่อนจะกลับมาเก็บชัยในเกมลีกกับ บอร์นมัธ แบบฉิวเฉียด และปิดท้ายด้วยการเปิดรังแพ้ แอตเลติโก มาดริด ตกรอบยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย

จากฟอร์มดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของทีมพอสมควร และจะทำให้บรรดาแข้งตัวหลักอย่าง อลีสซง เบ็คเกอร์ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ที่มีอาการบาดเจ็บรบกวนก่อนหน้านี้ฟิตเต็มถังกลับมาลงบู๊อย่างเต็มที่เพื่อช่วยให้ทีมกลับคืนฟอร์มเก่งได้อีกครั้งและเพิ่มโอกาสคว้าแชมป์ได้เร็วขึ้น

ทีมฟุตบอล ได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกอันทรงเกียรติ ผลงานโดยรวมของ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน

ทีมฟุตบอล

ทีมฟุตบอล บอกวว่าเรื่องบางเรื่องในยุทธจักรลูกหนังมันก็บ้าๆ บอๆ เสียจนไม่สามารถพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์นะครับยกตัวอย่างเรื่องของ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน เป็นต้น

สมัยที่ยังสวมเครื่องแบบ ทีมฟุตบอล ปีศาจแดง แม้จะมีบางโมเมนต์ที่น่าจดจำ แถมได้สัมผัสแชมป์พรีเมียร์ลีกอันทรงเกียรติ แต่ผลงานโดยรวมของ ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ถือว่าไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่

ทีมฟุตบอล

กว่าจะทำประตูแรกได้ต้องรอถึงเกมที่ 27 แถมมาจากจุดโทษที่เพื่อนร่วมทีมยกหน้าที่เพชฌฆาตให้เป็นกรณีพิเศษ หลังจากนำห่างคู่แข่งแบบหายห่วง โดยตลอด 3 ฤดูกาลที่ค้าแข้งให้ แมนฯ ยูไนเต็ด กองหน้าชาวอุรุกวัยผู้นี้ลงเล่นไปทั้งหมด 98 นัด ทำได้แค่ 17 ประตู หากนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกยิ่งแล้วใหญ่ เพราะยิงได้แค่ 10 ประตูเท่านั้นเอง

10 ประตูจาก 63 นัด

โทษฐานที่เป็นกองหน้า ถือว่า…น่าเกลียดนะคะ

ทว่านับตั้งแต่ถีบตัวเองออกไปจาก โอลด์ แทรฟฟอร์ด ทำไมเขาถึงเปลี่ยนเป็นคนละคน…ซะอย่างนั้น

ฤดูกาลแรก หลังจากที่ย้ายไปอยู่กับ บียาเรอัล ในแดนกระทิงดุ เขายิงได้ถึง 25 ประตู ในศึก ลา ลีกา

ไม่เพียงแต่จะคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุด “ปิชีชี่ โทรฟี่” ยังคว้ารางวัลดาวซัลโวสูงสุดของยุโรปอีกต่างหาก

ตลอด 3 ฤดูกาลกับทีมเรือดำน้ำสีเหลือง ลงเล่นไป 128 นัด กระหน่ำไป 59 ประตู ก่อนจะเลื้อยตูดไปอยู่กับ แอตเลติโก มาดริด ในปี 2007

ซีซั่นแรกกับทีมตราหมีมหาประลัย พี่แกกระทุ้งไป 23 ประตูในทุกรายการ

ฤดูกาล 2008-09 ค่าพลัง ดิเอโก้ ฟอร์ลัน พุ่งทะยานถึงขีดสุด กระหน่ำยิงแบบไม่ยั้งหยุดไปถึง 32 ประตูใน ลา ลีกา แถมมาจากการลงสนาม 33 นัด

ครับ 33 นัด ยิง 32 ประตู มึงจะบ้าหรือเปล่าเนี่ย ???

เป็นอีกครั้งที่พี่แกคว้ารางวัล “ปิชีชี่” มาครองควบกับตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของยุโรป

 “ฟ้าลั่น” ลงเล่นให้ทีมตราหมี 4 ฤดูกาล รวมทั้งหมด 196 นัด ทำได้ 96 ประตู

เท่านั้นไม่พอ

กองหน้าทีมชาติอุรุกวัยผู้นี้ยังสถาปนาตัวเองเป็นดาวซัลโวของฟุตบอลโลก 2010 อีกต่างหาก

ฉะนั้น & ฉะนี้

จึงมิอาจบอกได้ว่าเขาเป็นกองหน้าที่ยึดถือสากกะเบือเป็นแม่แบบในการเล่น แถมจัดเป็นดาวยิงระดับตีนพระกาฬอีกคนหนึ่งของวงการ

อืมมมมมม…แล้วเหตุไฉนตอนอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงประสบความไม่สำเร็จ ???

ความจริงเรื่องมันก็ผ่านไปเนิ่นนานแล้วนะครับ แต่ในช่วงที่เกมฟาดแข้งยังคงหลบเชื้อ เพื่อชาติแบบนี้ ผมขออนุญาตตามหาเหตุผล และคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ดูนะครับ

    1. ก้าวกระโดดเกินไป

ตอนเป็นผู้เล่นของ อินดิเพนเดียนเต้ ในลีกสูงสุดของอาร์เจนติน่า – ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ยังไม่ใช่ผู้เล่นที่มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรมากมาย

ทีมชาติก็ยังไม่ติดเลยนะครับตอนนั้น

ปี 2001 มิดเดิ้ลส์โบรช์ พยายามที่จะกระชากตัวดาวเตะวัย 22 ขวบผู้นี้ไปร่วมทีมให้ได้ แต่ถูก แมนฯ ยูไนเต็ด ชิงตัดหน้าไปก่อน เพราะจ่ายค่าตัวให้ต้นสังกัดของเขามากกว่า

เพียงแต่มันอาจเป็นการก้าวกระโดดเกินไปหน่อย

เพราะสมรภูมิแข้งพรีเมียร์ลีกอาจฮาร์ดคอร์เกินไปสำหรับผู้เล่นที่เพิ่งจะเทิร์นโปรเป็นนักเตะอาชีพได้เพียงแค่ 3 ปี ในฟุตบอลลีกที่ อเมริกาใต้ ที่คุณภาพต่ำกว่าลีกสูงสุดของเมืองหลวงลูกหนัง

บางทีหากเริ่มต้นการผจญภัยในยุโรป ด้วยการสร้างตัวจากคลีนิคในลีกระดับรองอย่าง ลีก เอิง, เอเรดิวิซี่ ลีก หรือ บุนเดสลีกา เสียก่อน เขาน่าจะมีเวลาปรับตัวให้เหมาะกับพรีเมียร์ลีกมากกว่านี้

พูดง่ายๆ ว่าพรีเมียร์ลีกมันเป็นเวทีที่ใหญ่ และยากเกินไปสำหรับเขาในตอนนั้น

    2. ปีศาจแดงแรงฤทธา

ไม่เพียงแต่จะเขย่งก้าวกระโดดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาค้าแข้งในสมรภูมิแข้งอันดับหนึ่งของเมืองมนุษย์อย่างพรีเมียร์ลีก ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ยังเปลี่ยนสถานะจากผู้เล่นโนเนมคนหนึ่งมาเป็นกองหน้าของ แมนฯ ยูไนเต็ด ทีมอันดับหนึ่งของพรีเมียร์ลีกในตอนนั้นอีกด้วย

มันอาจเร็วเกินไปสำหรับนักเตะตัวเล็กๆ จากอเมริกาใต้สักคนที่จะย้ายมาอยู่กับทีมระดับพญายักษ์แบบนี้ เพราะยิ่งความคาดหวังสูงมากเท่าไหร่ ความกดดันก็ยิ่งสูงมากเท่านั้น

บางทีหากตอนนั้น เขาเลือกที่จะย้ายไปอยู่กับ มิดเดิ้ลส์โบรช์ เสียก่อนแล้วค่อยขายวิญญาณให้ปีศาจแดงภายหลัง มันอาจดีกว่านี้…ก็..เป็น..ได้

    3. ลงเล่นน้อย และไม่ต่อเนื่อง

ช่วงที่เขาย้ายมาฝังหนอกที่โรงละครแห่งความฝัน มันเป็นช่วงที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ปรับหมากเตะจาก 4-4-2 มาเป็น 4-5-1 โดยตัวเลือกอันดับแรกในตำแหน่งหัวหอกตัวเป้าคือ รุด ฟาน นิสเตลรอย

ดิเอโก้ ฟอร์ลัน จึงเป็นเพียงแค่กำลังเสริมหรือเป็นแค่อะไหล่ – มิใช่ตัวหลัก

นั่นส่งผลให้เขาได้ลงตัวจริงบ้าง ตัวสำรองบ้างสลับกันไป ไม่ได้ยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรจนปราศจากความต่อเนื่อง

บันทึกว่า63 นัดที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีก นักเตะผู้นี้ถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองถึง 40 นัด ซึ่งมันก็เปรียบเสมือนมีดที่ไม่ได้ลับให้คมอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ

    4. ตอนนั้นยังไม่พีค

ว่ากันว่าช่วงอายุระหว่าง 25-29 ขวบของนักฟุตบอลนี่แหละ คือช่วงที่พวกเขาจะระเบิดฟอร์มการเล่นอันกระฉูดแตกออกมามากที่สุด

ดิเอโก้ ฟอร์ลัน มีอายุแค่ยีบสอง ตอนย้ายมาสวมเครื่องนุ่งห่มของอสูรสามง่ามใหม่ๆ ประสบการณ์ยังน้อย กระดูกยังไม่แข็งมาก และยังไม่มีความมั่นใจสักเท่าไหร่ ก่อนจะถูกเลหลังออกไปตอนอายุ 25 ซึ่งถือเป็นช่วงที่กำลังจะเริ่มพีค

ตอนที่สถาปนาตัวเองเป็นดาวซัลโว ลา ลีกา สมัยที่ 2 ด้วยการถล่มตาข่ายไป 32 ประตูจาก 33 นัด กองหน้าผู้นี้ก็มีอายุ 29 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในช่วงพีคแบบเต็มพิกัดพอดี

    5. เคมีไม่ลงตัว

เว็บ วิธีเล่น holiday palace บอกง่าบ่อยครั้งที่ฟุตบอลมันไม่มีเหตุผล และไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น

นักเตะบางคนเหมาะสมกับทีมบางทีม นักเตะบางคนก็ไม่เหมาะสมกับบางทีม ไม่มีอะไรแน่นอน และตายตัวตามหลักคณิตศาสตร์ของคุณครูปรีชา (นามสมมุติ)

ดิเอโก้ ฟอร์ลัน กับ แมนฯ ยูไนเต็ด เหมือน “น้ำ” กับ “น้ำมัน” ที่เข้ากันไม่ได้

เช่นเดียวกับนักเตะสายพันธุ์ อเมริกาใต้ ที่ไม่ค่อยถูกโฉลกกับโรงละครแห่งความฝันสักเท่าไหร่

แล้วเวลาหาคำตอบที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ คำว่า “เคมีไม่ลงตัว” นี่แหละคือคำอธิบายที่ดีที่สุด

ดังฉะนั้น เมื่อถามว่าทำไม ดิเอโก้ ฟอร์ลัน ถึงไม่เปรี้ยงปร้างกับปีศาจแดงเหมือนตอนไล่ล่าประตูให้ทีมอื่น ???

คำตอบที่ง่ายที่สุดคือ…เคมีมันไม่ลงตัวนั่นแหละ